เงินคือสิ่งสมมุติให้มีค่า แต่ตัวมันเองไม่มีค่า

ถ้าเงินถูกโปรยลงมาจากท้องฟ้าได้แบบนี้ เงินคงไม่มีค่าอะไร

เงินคือสิ่งสมมุติให้มีค่า  แต่ตัวมันเองไม่มีค่า

ในสมัยโบราณ  เราใช้สิ่งของในการแลกเปลี่ยนกัน  ต่อมาการแลกเปลี่ยนก็อาจจะเกิดปัญหาที่ คนหนึ่งอาจไม่ยอมรับของของอีกฝ่าย

เช่นถ้าคนหนึ่งเอานมวัว ไปแลกกับหนังสัตว์   แต่อีกคนไม่ต้องการนมวัวที่บูดง่าย  การแลกเปลี่ยนจึงเกิดความยากลำบาก

ต่อมาจึงมีการใช้โลหะที่มีค่า  นั่นคือ ทองคำ มาใช้ในการแลกเปลี่ยน  ด้วยเหตุที่ว่า  ทองคำมีความมันวาว  สามารถหลอมและขึ้นรูปใหม่ได้  ไม่สามาถสร้างขึ้นทดแทนได้  ไม่เกิดสนิมที่ทำให้ด้อยค่าลง

ต่อมาโลหะทอง จึงนำมาใช้ในการแลกเปลี่ยน   ซึ่งเป็นผลดีคือทำให้เกิดงานและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน   เช่น ถ้าคนหนึ่งปลูกข้าวได้ดี    อีกคนหนึ่งเลี้ยงวัวได้ดี  แล้วนำมาแลกเปลี่ยนกัน  ผลผลิตรวมของทั้งสองคนก็อาจจะมากกว่า คนหนึ่งคนปลูกทั้งข้าว เลี้ยงทั้งวัว ซึ่งอาจจะไม่มีใครทำได้ดีทั้งสองอย่าง

แต่ทองคำก็มีความเสี่ยงในการสูญหาย  ช่างทองจึงคิดที่จะรับฝากทอง โดยแลกกับค่าธรรมเนียม

โดยนำทองมาเก็บไว้  แลกกับ “ใบรับฝากทอง” 

เป็นที่เข้าใจกันว่า ใบรับฝากทองคำ  มีค่าเท่ากับทองคำ  เพราะสามารถนำไปแลกเปลี่ยนกับทองคำได้  นั่นคือ เงินกระดาษ ยุคแรกที่มีทองคำหนุนหลัง

ต่อมาช่างทองก็พบว่า มีแต่คนนำทองมาฝาก แต่ไม่ค่อยมีใครนำทองมาถอน  ถึงจะมีโอกาสที่ทุกคนถอนทองคำพร้อมกันแต่ก็น้อยมาก

ดังนั้น ช่างทองก็ทำใบรับฝากทองขึ้นมาใช้เอง  การสร้างทองคำจากกระดาษ  เป็นนวัตกรรมใหม่แห่งความชั่วร้าย

เป็นการสร้างทองคำ จาก อากาศ  เปลี่ยนกระดาษที่ไร้ค่าให้กลายเป็น ทองคำ

ต่อมาชาวบ้านสังเกตเห็น ช่างทองร่ำรวยมากขึ้น  พวกเขาก็เริ่มสงสัย  และพากันไปแห่ถอนทอง   ก็พบว่า ปริมาณทองมีน้อยกว่าใบรับฝากทอง

ช่างทองจึงถูกแขวนคอ

ยุคของเราเป็นยุคของ “ธนาคาร” ยุคที่มีการพิมพ์เงินโดยไม่มีทองคำหนุนหลัง  สร้างเงินจากอากาศ  แบบเดียวกันกับที่ช่างทองทำ

ถ้าเราติดตามข่าวเศรษฐกิจ  ทั้งอเมริกา  ยุโรป  ญี่ปุ่น  และจีน  และเงินกู้ของปัจเจกชน มีการพิมพ์เงินเข้าสู่ระบบ ทำให้ปริมาณเงินตราถูกสร้างมากขึ้น

               ถ้าเป็นคนทั่วไปที่พิมพ์เงินขึ้นใช้เอง   ก็คงจะผิดกฎหมาย  เพราะเป็นการนำสิ่งที่ไม่มีค่าไปแลกกับของที่มีค่า เรียกว่า การขโมย

ในปัจจุบันโลกทั้งโลกทำสิ่งเดียวกันกับที่ช่างทองทำ  การพิมพ์เงินโดยที่ไม่มีทองคำหนุนหลัง  การสร้างเงินจากอากาศ  ค่าของเงินจะค่อยๆถูกเจือจางลง   คนทุกคนที่เก็บเงินไว้ในรูปของเงิน  จะถูกขโมยความมั่งคั่งทีละน้อย ทีละน้อย  เรียกว่า “เงินเฟ้อ”

การพิมพ์เงินจากอากาศ ก็คงไม่ต่างกับการขโมยเงินของทุกคนในโลกนี้

ธนาคารก็ทำในสิ่งเดียวกันกับสิ่งที่ช่างทองในสมัยก่อนทำ  แต่ตอนนี้เรายอมรับ “นวัตกรรมแห่งความชั่วร้าย” นี้เป็นสิ่งที่ “ถูกกฎหมาย”

เงินจะล้นโลก แต่ค่าของมันจะลดลง

ถ้าในสมัยก่อนเราสอนกันว่าการประหยัดและเก็บออม     “มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท”  เราก็กลายเป็นเศรษฐีได้ เพราะเราไม่ได้อยู่ในยุคของการพิมพ์เงินจากอากาศ  เงินมีค่าโดยตัวของมันเอง

แต่ในปัจจุบัน เราอยู่ในยุคที่มีการพิมพ์เงินจากอากาศ  ระบบที่เงินล้นโลกแต่ค่อยๆด้อยค่าลง   การเก็บเงินในรูปของเงินตรา กลับไม่สามารถเก็บรักษามูลค่าของมันไว้ได้

เราทุกคนถูกระบบเอาเปรียบ   ทำงานมากขึ้น แต่ได้ผลค่าตอบแทนน้อยลง 

คนที่เรียนรู้เรื่องการเงิน จะสามารถเก็บรักษาเงินของเขาไว้ได้  นั่นคือ “การสะสมในรูปแบบของทรัพย์สิน”   

ทรัพย์สิน ไม่สามารถสร้างจากอากาศได้   แต่เงินกระดาษสามารถถูกสร้างขึ้นจากอากาศ  ดังนั้น ทรัพย์สินรักษาค่าของมันไว้ได้ แต่เงินกระดาษจะมีค่าน้อยลง  เมื่อเวลาผ่านไปต้องใช้เงินมากขึ้นในการแลกกับทรัพย์สิน

เพราะเงินคือสิ่งสมมุติ   คนที่มีความรู้ทางการเงิน จะสะสมความมั่งคั่งในรูปแบบของทรัพย์สิน   ไม่ได้เก็บความมั่งคั่งในรูปของเงินตรา

นั่นคือคนที่มีความรู้เรื่องเงินเป็นอย่างดีจะสามารถรักษาสมบัติไว้ให้ลูกหลานได้  พวกเขาจะสะสมความมั่งคั่งในรูปของทองคำ  ที่ดิน  ธุรกิจ เพราะเขาทราบดีว่า ไม่สามารถถูกสร้างจากอากาศขึ้นมาใหม่ได้   ความรู้นี้จะถูกสอนกันรุ่นสู่รุ่น  เก็บรักษาสมบัติของตระกูลไว้ได้อย่างยาวนาน

ในขณะที่คนที่ไม่มีความรู้เรื่องเงิน  ก็จะสะสมในรูปของเงินตราที่ถูกสร้างจากอากาศ  ดังนั้นพวกเขาจึงเก็บสะสมกระดาษที่ไม่มีค่า  และไม่สามารถร่ำรวยได้ 

เงินคือสิ่งสมมุติให้มีค่า  แต่ตัวมันเองไม่มีค่า

This entry was posted in การบริหารเงิน. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *