ปรัชญาแบบพอเพียง

น้อยคนที่จะเข้าใจปรัชญาแบบพอเพียง

ความพอเพียงต้องประกอบไปด้วย 3 ปัจจัย

พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน

…ภายใต้เงื่อนไขความรู้และคุณธรรม

“พอประมาณ” หมายความว่า ใช้จ่ายแบบพอประมาณ ไม่ฟุ้งเฟ้อ มีเงินเก็บออม ใช้จ่ายให้น้อยกว่ารายได้ของตนเอง ไม่ใช่มากกว่าหรือใช้จ่ายแบบเดือนชนเดือน หรือไม่มีเงินเก็บ

“มีเหตุผล” หมายความว่า คุณมีเหตุผลที่จะบอกความต้องการบางสิ่งบางอย่างหรือไม่ ถ้าคุณมีเหตุผลว่าคุณต้องการเท่าไหร่ คุณก็จะพอเพียง แต่ถ้าคุณบอกเหตุผลว่าคุณต้องการมากเพื่ออะไร เรียกว่าคุณก็ไม่พอ

“มีภูมิคุ้มกัน” คือ เราต้องไม่พึ่งพาใคร เราต้องยืนได้ด้วยขาของตนเอง ถ้าคุณไม่มีเงินเก็บไว้ใช้ในยามที่ลำบาก คุณก็เรียกว่าไม่พอเพียง

======================================

เช่น ผมต้องการเงิน 15000 บาทต่อเดือนไว้ใช้ยามเกษียณ คิดว่าผมจะมีชีวิตอยู่ได้ 30 ปีหลังเกษียณ ผมจึงต้องการเงิน 15,000 X12 X 30 = 3,600,000บาท

และคิดอัตราเงินเฟ้อ 3% ต่อปีก็จะต้องมีเงินถึง 8,738,136 บาทก่อนเกษียณ  อันนี้ผมมีเหตุผล

เมื่อผมเกษียณอายุ ผมไม่ต้องพึ่งพาใคร เรียกว่าผมมีภูมิคุ้มกันทางการเงิน ไม่ต้องให้รัฐดูแล ถือเป็นการช่วยชาติแบ่งเบาภาระ

ในการที่จะเก็บเงินให้ได้ 8.7 ล้านตามเป้าหมาย นั่นแปลว่าผมต้องประหยัด และอดออม ลงทุนตามสมควร เรียก พอประมาณ

ภายใต้เงื่อนไข ผมใช้วิชาที่เรียนมา ใช้ความรู้เรื่องการบริหารเงิน และภายใต้คุณธรรมไม่คดโกงใคร

แม้ว่าผมตั้งเป้าหมายที่ 8.7 ล้านบาทก่อนเกษียณ ก็เรียกได้ว่าพอเพียง

การพอเพียงไม่ได้หมายความว่า”มีน้อย” แล้วบอกว่าพอใจ ไม่ใช่ แต่หากว่าคุณมีน้อยเพราะคุณใช้จ่ายมากเท่ากับรายได้ หรือเดือนชนเดือน หรือใช้จ่ายเกินรายได้ กู้หนี้ยืมสิน อันนี้เรียกว่า “ฟุ้งเฟ้อ” ไม่เรียกว่า “พอเพียง”

และถ้าภายหลังความ”มีน้อย”ของคุณทำให้คุณมีโอกาสต้องพึ่งพิงผู้อื่น นั่นคือคุณขาดภูมิคุ้มกัน คุณก็ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าความพอเพียง

หรือว่าคุณต้องการได้อย่างไม่จำกัด โดยขาดเหตุผลที่ดี คุณก็ไม่พอเพียง

ดังนั้น ความพอเพียง มีความหมายในตัว การวางแผนทางการเงินจึงเป็นสิ่งที่ต้องมีในความพอเพียง คุณต้องมีภูมิคุ้มกันทางด้านการเงินที่ดี การใช้จ่ายและการออมต้องมีพอประมาณ และต้องมีเหตุผลว่าคุณต้องการเท่าไหร่จึงจะพอ

Posted in การบริหารเงิน | Leave a comment

รายได้ เงินออม การลงทุน และชีวิตทีเรียบง่าย

กระแสเงินสด

ชนชั้นกลาง เป็นกลุ่มคนที่มีส่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจมากที่สุด 

เมื่อพวกเขา “อยากได้” บางครั้งพวกเขาก็กู้ เพื่อซื้อสิ่งของที่เกินรายได้ของตนเอง เรียกว่า “ฟุ้งเฟ้อ”  เช่น เงินผ่อน  เงินกู้ต่างๆ

แต่อย่างไรก็ตาม การกู้เงินของพวกเขา และจับจ่าย ได้มีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ  เงินกู้ของพวกเขาได้ถูกจับจ่ายออกไป  ยังร้านค้า  ร้านค้าก็ได้เงินจากการขายไปใช้จับจ่าย

นาย ก กู้เงินซื้อรถ  จากร้านนาย ข    ร้านนาย ข ได้เงินมา  กำไรที่ได้ส่วนหนึ่งจ่ายภาษี   ส่วนหนึ่งจ่ายเป็นเงินเดือนนาย ค   นาย ค ก็เอาไปซื้อสิ่งของเครื่องใช้  ซื้อข้าวจากนาย ง 
นาย ง ก็ได้เงินมาเป็นเงินทุนหมุนเวียน ซื้อข้าวจากชาวนา

ทุกๆคนได้ประโยชน์  คนถัดๆมามีเงินใช้  ยกเว้น นาย ก ที่มีหนี้สิน

เงิน 10 บาท  เงิน 100 บาท หรือ เงิน 1000 บาท  เมื่อถูกหมุนเวียนไปหลายๆมือ  ทุกๆคนก็ได้ประโยชน์ 

กล่าวกันว่า เงินที่หมุนเวียนกว่า 90% ที่หมุนเวียนใช้จ่ายอยู่ในระบบ ผ่านไปหลายๆมือนั้น เป็นเงินกู้ของใครบางคน  คนที่ใช้จ่ายเกินกว่าที่ตนเองมี

การกู้เงิน ทำให้ทุกคนในโลกมีเงินใช้จ่ายมากขึ้น  ยกเว้นตัวเขาเอง

เงินกู้ ถูกกู้ออกมาเพิ่มขึ้นทุกวันๆ ในโลกนี้จึงมี “เงินไม่จำกัด”  เงินที่มีใครบางคนกู้ไว้  นั่นคือเงินถูกพิมพ์ใหม่อยู่ตลอดเวลา

หากเงินที่ถูกกู้นั้น จะหมุนเวียนมาถึงมือเราบ้างเหมือนกระแสน้ำ    ก็คงไม่ใช่เรื่องที่ผิดความคาดหมายแต่อย่างใด  

แต่เงินจะหมุนมาถึงมือเราได้ ก็ต้องแลกกับการทำบางอย่างที่มีค่ากับสังคม

เงินเดือนที่เราได้  ก็อาจจะเป็นเงินกู้ของใครบางคน  ถ้าคุณอยู่ในสายงานของราชการ เงินกู้นั้นจะถูกนำมาใช้จ่าย เพื่อซื้อสินค้า และจ่ายภาษีรายได้ให้รัฐก่อนแล้วจ่ายมาเป็นเงินเดือนให้คุณ
ถ้าคุณอยู่ในสายงานเอกชน ก็เป็นเงินกำไรของบริษัท รายได้อาจเป็นเงินกู้ของบางคนก็เป็นได้

หากกระแสของเงินกู้มาถึงมือเราบ้างก็ไม่แปลกอะไร  แต่เราจะจัดการกับเงินก้อนนั้นอย่างไรต่างหาก

ไม่สำคัญว่ารายได้จะมากหรือน้อยเพียงใด  สำคัญอยู่ที่จะจัดการกับเงินที่ผ่านมาถึงมือคุณได้อย่างไรต่างหาก

คนรวยนั้นแตกต่างตรงที่ว่า  คนรวยเก่งในเรื่องของการบริหารเงิน และรักษาความมั่งคั่งไว้ได้อย่างยาวนาน

ขณะที่คนที่ไม่รวย มักจะมีข้ออ้างว่า “ฉันจะเริ่มบริหารทันที่ที่ฉันมีเงินมากพอ”  ที่จริงต้องพูดกลับกัน  “ฉันเริ่มบริหารเงิน ฉันจึงจะมีเงินมากพอ” 

ถ้าคุณยังไม่สามารถแสดงให้เห็นว่า คุณสามารถจัดการในสิ่งที่อยู่ในมือของคุณได้  คุณก็จะไม่สมควรที่รับอะไรเพิ่ม

-ให้เปิดบัญชีธนาคารเพิ่มอีกหนึ่งบัญชี  เรียกว่าบัญชีมุ่งสู่อิสรภาพ
-ฝากเงิน 10% ของรายได้ ทุกสิ่งที่คุณหามาได้  (เงินที่ลดลง 10% ไม่ทำให้คุณอยู่ไม่ได้หรอก) และเป็นบัญชีห้ามใช้จนกว่าคุณจะบรรลุอิสรภาพทางการเงิน  (หนังสือบางเล่มที่ผมอ่านแนะนำที่ 30% ด้วยซ้ำ)
-เงินส่วนนี้เป็นส่วนที่มีไว้เพื่อสร้างแหล่งรายได้งอกเงยเท่านั้น

ส่วนตัว เริ่มบริหารเงินจาก 4 หลัก (หลักพัน)  ผมก็แสดงให้เห็นว่า ผมสามารถจัดการได้ดี  ผมจึงได้รับสิทธิให้บริหารเงิน 5 หลัก   ทักษะยิ่งพอกพูน  สวรรค์ก็บอกว่าจะมอบสิทธิในการบริหารเงิน 6 หลัก และ 7 หลักตามลำดับ

ไม่สำคัญหรอกว่าตอนนี้ คุณจะมีเงินก้อนเล็กสักเพียงใด  ถ้าคุณเริ่มจากการบริหารเงินก้อนเล็กๆที่คุณมี คุณจะมีทักษะที่มากขึ้นและพร้อมที่จะบริหารเงินก้อนใหญ่ต่อไป  และเมื่อถึงพร้อม สวรรค์ก็จะให้โอกาสที่คุณจะได้บริหารเงินก้อนใหญ่มากขึ้น

ให้ความสำคัญกับเรื่องเงิน

คนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องเงิน  ก็เหมือนกับให้ความสำคัญกับแฟน   ถ้าให้ความสำคัญ  แฟนก็จะอยู่กับเรานานๆ  เงินก็คงรู้สึกเหมือนกัน

คนรวยมีแนวคิดที่เป็นบวกกับเรื่องเงิน พวกเขาเชื่อว่า เงินมีอยู่อย่างไม่จำกัด  “ฉันสามารถหาขนมเค้กมาครอบครองและได้กินมันด้วย”

คนที่มีฐานะปานกลาง เชื่อว่า “ขนมเค้กทำให้คนอ้วนมากเกินไป  ฉันจะกินคำเล็กๆก็แล้วกัน”   เหมือนกับคิดว่าคนรวยโลภ  ถ้าพวกคนรวยมีเงินมากขึ้น  พวกเขาก็จะมีน้อยลง  ฝนก็จะตกไม่ทั่วฟ้า  

แต่ในความเป็นจริง เงินมีไม่จำกัด  เงินถูกพิมพ์ใหม่ตลอดเวลา ผ่านระบบการกู้เงินจากธนาคาร มีการใส่เงินใหม่เข้าไปอยู่ตลอดเวลา

เงินไม่ได้ร่อยหรอลงแม้แต่น้อย เงินจำนวนเดียวกันสามารถใช้ซ้ำแล้วซ้ำอีกในกลุ่มคนเป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสนคน  หมุนเวียนไปหาคนที่ทำในสิ่งที่มีค่าแก่ผู้อื่น  และคนที่สามารถจัดการกับเงินได้ดี

ยิ่งคุณมีเงินมากเท่าใด  คุณก็ยิ่งหมุนเวียนเงินได้มากขึ้น และซื้อของได้มากขึ้น คนรอบข้างของคุณก็จะมีเงินมากขึ้นตามไปด้วย

ให้ความสำคัญกับทรัพย์สิน

เครื่องวัดความมั่งคั่งที่แท้จริงคือมูลค่าทรัพย์สิน  ไม่ใช่รายได้จากการทำงาน

คนรวยซื้อ  อสังหาริมทรัพย์  ทองคำ  หุ้น  พันธบัตร  หุ้นกู้ และธุรกิจ
คนจนซื้อ  รถยนต์  โทรศัพท์มือถือ  เสื้อผ้า และกระเป๋า  บ้านหลังใหญ่ และสะสมหนี้สิน

คนรวยมีองค์ประกอบสี่ประการ คือ รายได้  เงินเก็บ  การลงทุน  และชีวิตที่เรียบง่าย

แน่นอนว่าคุณต้องมีเงินเก็บ เพราะถ้าคุณไม่มีเงินเก็บ  ก็จะเป็นไปได้ยากที่คุณจะรวย   แผนผังทางการเงินที่คุณมีคือการถลุงเงินเพียงอย่างเดียว 

นักใช้เงิน มีคติอยู่สามข้อ  “มันก็แค่เงิน”  “เดี๋ยวก็หาใหม่ได้”   “ฉันไม่มีเงิน ฉันจึงไม่ต้องบริหารเงิน”

เมื่อคุณมีรายได้และเงินออม  คุณก็สามารถเข้าสู่ขั้นตอนต่อไปคือการทำให้เงินงอกเงยขึ้น  คนรวยทุ่มเวลาและพลังไปกับการเรียนรู้ด้านการลงทุน  แต่คนจนคิดว่าการลงทุนเป็นเรื่องของคนรวยเท่านั้น  ไม่หัดเรียนรู้เรื่องนี้และถังแตกต่อไป

การสร้างมูลค่าทรัพย์สินอาจเป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็น “ม้ามืด” ไปสู่ความมั่งคั่งได้

วิถีชีวิตที่เรียบง่าย 

ถ้าคุณใช้เงินน้อยลง  ค่าใช้จ่ายต่างๆก็จะลดลง  การตั้งมาตรฐานที่สูงทำให้อิสรภาพทางการเงินเป็นไปได้ยากมากยิ่งขึ้น   ถ้าคุณต้องการความสุขโดยที่ไม่จำเป็นต้องมีสิ่งปรนเปรอ ก็จะไปถึงเป้าหมายได้ไวมากขึ้น

คนรวยเล่นเกมการเงินโดยใช้ล้อทั้งสี่ล้อ  รายได้  เงินเก็บ  การลงทุน  และชีวิตที่เรียบง่าย  ทำให้รู้สึกรวยมากยิ่งขึ้น  แต่ไม่ใช่ความต้องการอย่างไม่จำกัด  ชีวิตที่เรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อต่างหากที่ทำให้รู้สึกรวย 

แต่คนจนเล่นเกมการเงินโดยใช้ล้อเดียวคือ รายได้  หวังว่าถ้าหาเงินให้ได้มากๆแล้วจะรวย   ถ้าเชื่อเช่นนั้นพวกเขาจะไม่ไปถึงจุดที่พวกเขาพอใจ 

กฎของพาร์คินสัน  “ค่าใช้จ่ายมักเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนโดยตรงกับรายได้”

นี่คือเรื่องปกติในสังคมเรา  ถ้าคุณหาเงินได้มากขึ้น  ก็จะซื้อรถคันใหม่  ซื้อบ้านหลังใหญ่กว่าเดิม  ซื้อเสื้อผ้ามากขึ้น  เมื่อมีรายได้มากขึ้น  รายจ่ายก็จะมากขึ้น   นี่คือสาเหตุที่บางคนแม้มีรายได้มาก ก็ไม่รวย 

ดังนั้นคุณไม่สามารถร่ำรวยได้จากการมีรายได้มากขึ้นเพียงอย่างเดียว

ถ้าจะรวยคุณต้องมีรายได้  เงินออม  การลงทุน และชีวิตทีเรียบง่าย

Posted in การบริหารเงิน | Leave a comment

ต้นทุนความสุข

ความสุขของแต่ละคนนั้น ไม่เหมือนกัน และมีต้นทุนที่ไม่เท่ากัน ถ้าเป็นคนที่มีความสุขจากการวิ่งออกกำลังกาย ต้นทุนของความสุขของเขา อาจจะมีค่าเท่ากับรองเท้าผ้าใบคู่หนึ่งเท่านั้นเอง สำหรับคนที่ชอบสินค้าเทคโนโลยี เช่นกล้องถ่ายรูป หรือโทรศัพท์มือถือ และ Tablet ต่างๆ หรือเป็นคนชอบแต่งตัว ต้นทุนของความสุขของเขาอาจจะสูงขึ้น ในขณะที่บางคนชอบสะสมแสตมป์ ชอบสะสมของหายากบางอย่าง นั่นก็เป็นความสุขของเขา

สำหรับความสุขของผม อาจมีต้นทุนความสุขที่น้อยมาก ความสุขของผมคือการเขียนหนังสือ ทำเวบไซด์ ซึ่งเรียกว่าแทบจะไม่ได้ใช้เงินเลย ในทางตรงกันข้ามงานเขียนของผม ก็สามารถทำให้ผมมีรายได้ที่มากขึ้น แม้ว่าจะไม่ได้มากมายอะไร แต่นั่นก็ทำให้ผมไม่มีต้นทุนในการหาความสุข เรียกได้ว่าต้นทุนความสุขของผมนั้น “ติดลบ” นั่นเอง เป็นความสุขที่ไม่จำเป็นต้องใช้เงิน และได้มีโอกาสแบ่งปันความคิดให้กับผู้อื่น

สำหรับผม ค่าใช้จ่ายในการซื้อ Galaxy Note ที่นำมาใช้เขียนบทความนี้ อาจมีต้นทุนติดลบ ก็เป็นได้ หากผมสามารถใช้เขียนบทความ สร้างความสามารถในการผลิตผลงานให้มากขึ้น และมีรายได้จากงานเขียนที่มากขึ้นจนคุ้มค่ากับค่าใช้จ่าย

สำหรับคนที่มี ต้นทุนความสุข ที่น้อยกว่า หรือความสุขที่ไม่จำเป็นต้องใช้เงิน หรือไม่จำเป็นต้องหาเงินให้ได้มากๆเพื่อที่จะให้ได้ซึ่งความสุขนั้น มีความได้เปรียบอย่างหนึ่ง คืออาจจะมีความอยากมีอยากได้ ที่ไม่มากเท่าใดนัก หรือมีสิ่งที่เรียกว่า “พอเพียงกับค่าใช้จ่าย” และมี”เงินออม”

ถ้าสมมุติว่าคนคนหนึ่ง มีรายได้ 50000 บาท แต่พอใจกับการใช้จ่าย 20000 บาท นั่นก็คือ สำหรับเขา ถือว่า “พอเพียง” และมีเงินออม

ถ้าคนคนเดียวกัน มีรายได้ 50000 บาท แต่พอใจที่จะใช้จ่ายต่อเดือนมากกว่า 50000 บาทขึ้นไป หรือใช้เงินแบบเดือนชนเดือน นั่นเรียกว่า “ฟุ้งเฟ้อ” หรือ “มีไม่พอ” นั่นเอง

ที่เป็นอย่างแน่นอนก็คือ ความพอเพียง ไม่สามารถที่จะมีได้ในคนที่ใช้จ่ายแบบเดือนชนเดือน หรือ ใช้จ่ายเกินกำลังของตนเอง นั่นสามารถอนุมานได้ว่า ความสุขที่ได้มานั้นเกินกำลังของตนเอง

คนที่มีเงินออมมาก และมีเงินเก็บมากๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเป็นคนโลภเสมอไป อาจเป็นเพราะว่าเขาอยู่อย่างสมถะและพอเพียง มีต้นทุนความสุขที่น้อยกว่า คือไม่ได้ใช้เงินหรือใช้น้อยในการหาความสุข จนมีเงินเก็บมากก็เป็นได้

ในเวลาต่อมาถ้าคนกลุ่มนี้มีรายได้มากขึ้น เขาก็มักจะ “ออม” ให้มากขึ้น “ไม่ใช่” ใช้จ่ายให้มากขึ้น

คนที่มีต้นทุนความสุขน้อยส่วนใหญ่ มักจะพอเพียงกับความสุขที่ตนเองมีอยู่ เมื่อมีรายได้มากขึ้น ความสุขของเขาก็ไม่ได้จำเป็นต้องใช้เงินมากขึ้น ในทางกลับกัน เขาจะใช้เงินเท่าเดิม มีความสุขเหมือนเดิม แต่มีเงินออมมากขึ้น และเมื่อรายได้ของเขาลดลง เขาก็ยังมีความสุขเท่าเดิมอยู่ ความสุขของเขาไม่ได้ลดลงตามรายได้แต่อย่างใด

คนบางคนที่มีเงินออมมากๆ อาจผันตัวเป็นนักลงทุน ความสุขของเขาอาจจะไม่ได้ขึ้นกับจำนวนเงินที่มีมากขึ้น แต่ความสุขของนักลงทุนบางคนเป็นความสุขที่ได้จาก “การลงทุน” นั่นเอง เหมือนกับบางคนที่ชอบสะสมแสตมป์ ชอบถ่ายรูป ชอบท่องเที่ยว นักลงทุนก็อาจจะ ชอบอ่านงบการเงิน ชอบดูสินค้าตามห้างสรรพสินค้าเหมือนบางคนที่ชอบดูเฟสบุ๊ค ชอบติดตามภาวะเศรษฐกิจเหมือนบางคนที่ชอบดูละคร “แรงเงา” และถ้าเขาทำได้ดี ความสุขของเขาก็อาจจะเป็นความสุขที่มี “ต้นทุนติดลบ” ก็เป็นได้

Posted in การบริหารเงิน, การลงทุนอื่นๆ, การลงทุนแบบ VI (Value Investor) | 3 Comments

เวลา เป็นต้นทุนทางการเงิน

คนหนุ่มสาวในยุคปัจจุบันมีค่านิยมอย่างหนึ่งคือ เมื่อยังหนุ่มแน่นก็ขอหาความสุขให้เต็มที่ รอจนแก่ตัวค่อยคิดลงทุนสร้างฐานะก็ยังไม่สาย นี่เป็นแนวคิดการบริหารเงินที่ผิดพลาด

คนหนุ่มสาวส่วนใหญ่เห็นว่า ยังอีกนานกว่าจะเกษียณอายุ เงินเก็บออมก็ยังมีไม่มาก จึงไม่นึกถึงการลงทุนสร้างฐานะ ซึ่งเป็นเหตุให้พลาดโอกาสสร้างฐานะแต่เนิ่นๆ และในความเป็นจริง ถ้ามัวแต่รอจนแก่ตัวลง ถึงแม้จะมีเงินเหลือเก็บ แต่เวลาที่เหลือขอ…

งชีวิตก็ไม่เอื้ออำนวยให้แล้ว

โปรดจำไว้ว่า แม้มีเงินเล็กน้อย ก็ต้องเริ่มลงทุนสร้างฐานะ ช่วงแรกเงินน้อยหน่อย หนทางสู่ความร่ำรวยค่อนข้างยาวนานและยากลำบาก แต่ผลที่สุดก็จะบรรลุเป้าหมาย ทั้งยังเป็นระยะเวลาแห่งการต่อสู้ที่มีค่าเป็นพิเศษ

คนหนุ่มสาวมีตัวช่วยที่สำคัญมากในการลงทุนสร้างฐานะ นั่นคือ “เวลา” จึงเหมาะกับการประกอบการที่มีความเสี่ยงสูง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ช่วงเวลานี้ยังไม่ต้องรับภาระทางครอบครัวมากนัก จึงควรมีความกล้าพอที่จะเสี่ยง เพราะต้นทุนของความล้มเหลวค่อนข้างต่ำ ต่อให้ล้มลงก็ลุกขึ้นใหม่ได้เสม

อีกอย่างนึง ช่วงหนุ่มสาวมีเงินทุนจำกัด ถึงแม้ว่าเสียหาย ก็เสียหายไม่เท่าไหร่ ควรฉวยโอกาสที่ยังหนุ่มแน่น ใช้เงินก้อนเล็กบ่มเพาะสร้างประสบการณ์การลงทุน อีกสิ่งสำคัญคือ คนหนุ่มสาวมีเวลามากพอที่จะใช้ประโยชน์ของดอกเบี้ยทบต้นได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

การกำหนดแผนลงทุนที่ถูกทาง มาจากประสบการณ์ และประสบการณ์ก็จะได้จากการลงทุนที่ผิดพลาดเป็นครั้งคราว ทำไมไม่คว้าโอกาสที่ยังหนุ่มแน่นมีเงินลงทุนไม่มาก ผ่านเหตุการณ์ที่ลงทุนผิดพลาดเสียก่อน

เมื่อรู้ว่าการลงทุนให้ได้ผล ต้องผ่านกรรมวิธีของดอกเบี้ยทบต้นเป็นเวลานาน ดังนั้น คนหนุ่มสาวควรเริ่มลงทุนทันที อย่าเอาแต่ใช้เงิน ต้องตระหนักถึงความสำคัญของการเก็บออม และเมื่อมีเงินเหลือเก็บ ให้เริ่มมองหาช่องทางการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงๆ ถึงแม้จะมีความเสี่ยงอยู่บ้างก็ตาม

บางคนเห็นว่า ตัวเองผ่านวัยหนุ่มสาวมาแล้ว เวลานี้รายได้ก็ไม่มาก ไม่มีเงินเหลือให้ลงทุน จริงอยู่ คนที่อายุมากขึ้น ไม่มีโอกาสหาประโยชน์จากดอกเบี้ยทบต้นผ่านระยะเวลาอันยาวนาน แต่ไม่ต้องท้อใจ ถ้าพบว่ายังมีโอกาส ก็ให้บริหารเงินตามหลักการลงทุนที่ดี คุณก็อาจจะได้ผลลัพธ์อย่างคาดไม่ถึง

แต่ถ้าคุณย่างเข้าวัยชราแล้ว ก็ลองช่วยเหลือลูกหลานคุณ ให้พวกเขาเรียนรู้แนวคิดพื้นฐานของการลงทุน จะได้ไม่เกิดความผิดพลาดในอนาคต เพราะการทิ้งเงินทองไว้ให้คนรุ่นหลังเพียงอย่างเดียว ไม่ดีเท่ากับการให้ความรู้เรื่องการลงทุนแก่พวกเขา…

 

Posted in การบริหารเงิน, การลงทุนอื่นๆ | Leave a comment

ประหยัดเงิน ประหยัดเวลา

ชีวิตในทุกวันนี้่ช่างสลับซับซ้อนมากกว่าทีเคยเป็นมาในสมัยเก่าก่อน  มันมีวิธีที่จะช่วยให้ชีวิตมันง่ายขึ้น  และช่วยให้คุณมีเวลาว่างมากขึ้นด้วยครับ

1. ซื้อสินค้าที่คงทน  สินค้าที่ใช้ครั้งเดียวแม้ว่าจะมีราคาถูกกว่า แต่เมือเปรียบเทียบกับสินค้าที่คงทนที่สามารถใช้ได้นานกว่า  เมื่อนำมาคิดเป็นจำนวนครั้งแล้วสินค้าที่คงทนย่อมคุ้มค่ามากกว่าครับ   เช่น กล้องที่ใช้ได้ครั้งเดียว   เมื่อใช้หมดแล้วก็ต้องทิ้งไป

2. ใช้สินค้าเรียบง่าย เช่น รถยนต์อาจซื้อรถมือสองได้   กางเกงขายาวที่มีราคา 100-200 ก็ยังใช้ได้เมื่อเทียบกับกางเกงขายาวตัวละ 1000-2000 บาท

3. การนำกลับมาใช้ใหม่  นอกจากจะช่วยให้คุณประหยัดแล้ว  ยังเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย  และคุณยังได้เงินคืนจากสิ่งที่้ทิ้งขยะไปอีกด้วย  ถ้าคุณขายขวดพลาสติกเพื่อที่จะนำไปรีไซเคิล

ยกตัวอย่างเช่น เสื้อผ้าเก่าที่ไม่ใช้แล้วยังใช้เป็นผ้าเช็ดโต๊ะได้อีก  หรือนำไปตัดเป็นของตกแต่งก็ได้

4. ปลูกผักกินเอง  นอกจากจะเป็นผักปลอดสารพิษแล้ว  ยังมีราคาที่ถูกมากกว่า  การทำสวนยังเป็นการออกกำลังกายที่ดีด้วย

5. ลดขนาดชีวิต  ซื้อในสิ่งที่ตนเองจะต้องใช้   ถ้าคุณซื้อของไปเพียงเพราะว่ามันกำลังลดราคา  แต่ถ้าคุณไม่ได้ใช้  คุณก็ไม่จำเป็นต้องซื้อมัน   การซื้อของในปริมาณมากๆเพื่อให้ได้ราคาส่วนลด แต่ถ้าคุณไม่ได้ใช้ก็เป็นการสิ้นเปลืองเกินความจำเป็นอยู่ดี  อย่าคิดว่าเดี๋ยวคงได้ใช้ เพราะคุณไม่ได้ใช้หรอก

6. หากิจกรรม  งานอดิเรก  คลับ ของคุณ  งานอดิเรกทำให้คุณสิ้นเปลืองมากขึ้นหรือไม่    ถ้างานอดิเรกของคุณทำให้คุณสิ้นเปลืองจนมีปัญหาด้านการเงิน  ก็ให้ยุติลง  ซึ่งจะทำให้คุณมีเวลาว่างมากขึ้นและปรหยัดมากขึ้น

7. ประหยัดพลังงาน  เมื่อคุณจะอาบน้ำ อาบน้ำฝักบัวประหยัดมากกว่าอ่างอาบน้ำ การอาบน้ำให้เร็วขึ้นช่วยให้คุณประหยัดน้ำและพลังงาน    ใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์ทำให้ประหยัดเงินเพราะใช้ได้นาน  ใช้ไฟฟ้าน้อยกว่า  และนอกจากนี้ยังประหยัดเวลาช่วยให้คุณไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย

สิ่งเหล่านี้นอกจากจะช่วยให้คุณประหยัดเงินแล้ว  คุณยังประหยัดเวลาและมีเวลามากขึ้นได้ในการที่จะทำในสิ่งที่สำคัญมากกว่าครับ

Posted in การบริหารเงิน | Leave a comment

ต้องเท่าไหร่ถึงจะพอ

โดย อมิตา อริยอัชฌา

ว่ากันว่าในโลกนี้มีคนอยู่สองประเภท  ประเภทแรก กังวลเรื่องเงิน  ประเภทที่สอง ไม่กังวลเรื่องเงิน   

เวลาในชีวิตนั้นมีค่า  แทนที่จะทุ่มเวลาไปกับความวิตกกังวล เอาเวลามาวางแผนทำให้ตัวเองหมดความวิตกกังวลกันดีกว่า

หนังสือเล่มนี้ว่าด้วยเรื่องของการคิด ว่าชีวิตของเราต้องการอะไรกันแน่  ว่าด้วยการวางแผนปลดปล่อยตัวเองจากความกังวลว่าจะมีเงินไม่พอ  และว่าด้วยการวางแผนทางการเงิน เพื่อที่จะได้สามารถกำหนดรูปแบบชีวิตได้

ทางเลือกจะเกิดขึ้นได้เมื่อรู้ว่า  “ต้องมีเท่าไหร่ ถึงจะพอ”

ความสำเร็จในชีวิต คือ มีอิสระในการกำหนดรูปแบบชีวิตเองได้
ความสำเร็จในด้านการงาน  คือ มีอิสระในการกำหนดงานเองได้  คุณสามารถเลือกงานที่คุณพอใจ โดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน  คุณสามารถเลือกงานในฐานะ อาสาสมัคร โดยไม่หวังผลตอบแทนได้
ความสำเร็จในด้านการเงิน คือ มีอิสรภาพทางการเงิน    นั่นคือ พอ

“ต้องเท่าไหร่ถึงจะพอ” เป็นหนังสือที่จะช่วยให้คุณวางแผน สร้างเงินรองรังในจุดที่มากกว่าค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ตลอดชีวิต

ต้องเท่าไหร่ถึงจะพอ  

 
เมื่อฉันวิ่งไล่ตามเงิน  ฉันไม่เคยรู้สึกพอเสียที   -Wayne Dyer-

มีเท่าไหร่ก็ไม่สุข  มีการศึกษาที่มหาวิทยาลัยวอร์ริค  พบว่าชาวอเมริกาและอังกฤษมี รายได้มากขึ้น 3 เท่า จากในอดีต แต่ความสุขไม่ได้มากขึ้นตาม    ชาวญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สองมีรายได้เฉลี่ย 3000 เหรียญ ต่อมาอีกสามสิบปีต่อมากลายเป็นชาติที่มั่งคั่งที่สุด ก็ไม่ได้มีความสุขมากขึ้น

และพบว่า ผู้ที่มีทรัพย์สินมากมายชนิด “กินอยู่ไปสิบชาติ ก็ไม่หมด”  ก็ไม่ได้มีความสุขไปมากกว่า ชาวมาไซในเคนยา ที่ไม่มีไฟฟ้า หรือน้ำประปาใช้

หนังสือเล่มนี้ยังยกตัวอย่าง เมเรดิธ เวียร่า  พิธีกร  ผู้มีรายได้จาก “Today Show” ปีละกว่า 10ล้านเหรียญ  ก็ยังเฝ้ากังวลว่าวันหนึ่งตัวเองอาจจะมีเงินไม่พอใช้จ่าย   แม้แต่คนที่หาได้มากขนาดนั้น ถ้ายังจัดการความรู้สึกตัวเองไม่ได้ ก็ไม่มีวันเป็นสุขอยู่ดี

คำตอบที่ว่า “ต้องมีเท่าไหร่ถึงจะพอ”

Gallup poll ปี 2003 เคยสำรวจเรื่องนี้ไว้  ถามคนทั่วไปว่า คุณรวยหรือยัง  พบว่ามีแค่ 2% เท่านั้นที่บอกว่าตัวเองรวย 

และหากตั้งคำถามต่อไปว่า “ต้องเท่าไหร่ถึงจะรวย” พบว่า

  • ผู้ที่มีรายได้น้อยกว่า 30000 เหรียญ  จะบอกว่าเขารู้สึกรวย ถ้ามีรายได้ 74,000 เหรียญ
  • ผู้ที่มีรายได้  30000-50000 เหรียญ  จะบอกว่าเขารู้สึกรวย ถ้ามีรายได้  100,000 เหรียญ
  • ผู้ที่มีรายได้มากกว่า 50000 เหรียญ  จะบอกว่าเขารู้สึกรวย ถ้ามีรายได้ 200,000

ปรากฎว่า ยิ่งมีมากเท่าไหร่ คำว่ารวยยิ่งวิ่งหนีเราออกไป

คนส่วนใหญ่จะรู้สึก  มีความสุขและเพียงพอได้ ก็ต่อเมื่อ เห็นรายได้ตัวเองเพิ่มขึ้นจากที่ได้รับในปัจจุบัน เป็นเท่าตัว

เริ่มมองเห็นเค้าลางแล้วหรือยัง

ขึ้นตอนแรก ที่จะจัดการกับเป้าหมายทางการเงิน  ที่เคลื่อนหนีคุณออกไปเรื่อยๆ คือ หยุดวิ่งไล่ตามมัน

ขึ้นตอนที่สอง คือ ลงมือสร้างเป้าหมายทางการเงินที่อยู่กับที่   เพื่อที่คุณจะไปถึงมันได้

อิสรภาพชั่วชีวิต

ตัวเลขรายได้  มักไม่มีอะไรเกี่ยวพันกับความรวย    ความรวยควรถูกวัดจาก “สินทรัพย์ทั้งหมดที่มีเหลืออยู่หลังหักภาษีและค่าใช้จ่าย”  แม้ว่าจะมีบ้านหรู และรถอีกสองคัน แต่หนี้สินมโหฬาร ใกล้เคียงราคาบ้านและรถ อย่างนี้ต้องเรียกว่า “จน”

ข้าวมีเพดานให้อิ่มท้อง  ขณะที่คนอิ่มเงินนั้น หาทั้งวันก็หาไม่เจอ

ตัวเลขอิสรภาพทางการเงิน  หามาด้วยการตั้งคำถามง่ายๆว่า  “ถ้าคุณต้องหยุดทำงานขึ้นมาทันทีทันด  ด้วยเงินที่มีในวันนี้  คุณสามารถดำเนินชีวิตแบบปกติอยู่ต่อไปได้นานแค่ไหน”

ถ้าพบว่าคุณอยู่ได้แค่ 1 เดือน  เท่ากับคุณอยู่ในฐานะอิสรภาพ 1 เดือน
แต่ถ้าพบว่าคุณอยู่ได้ 5 ปี  เท่ากับคุณอยู่ในฐานะอิสรภาพได้ 5 ปี
แต่ถ้าโชคดีคุณตอบว่า อยู่ได้จนตาย   นั่นคือ อิสรภาพชั่วชีวิต

และเมื่อวันนั้นมาถึงเมื่อไหร่  นั่นแหละ คุณจึงจะรู้สึก “พอ”

รายได้อัตโนมัติ จะทำงานหรือไม่ทำงานก็ได้

สมมุติว่าคุณดำรงชีวิตด้วยเงินปีละ 200,000 บาทต่อปี   คุณก็อาจจะมีอิสรภาพได้ด้วยเงินเพียงแค่ 5,000,000 บาทแล้วมีผลตอบแทน 5% ต่อปี  คุณก็มีอิสรภาพทางการเงิน  ไม่ใช่ “มีเงินใช้อย่างไม่จำกัด”

และถ้าคุณเก่งพอที่จะทำให้ได้ผลตอบแทน 10% ต่อปี   คุณแค่มีเงิน 2,000,000 บาทก็พอ
 
อย่าปล่อยให้ตัวเองใช้จ่ายแบบเดือนชนเดือนเป็นอันขาด  เพราะเท่ากับคุณไม่มีโอกาสสัมผัสอิสรภาพทางการเงินเลย   ถ้าเลิกทำงานเมื่อไหร่ ลำบากสถานเดียว 

และถ้าคุณสร้างอิสรภาพไม่ได้  คุณก็ต้องถูกบังคับให้ “ทำงานเพื่อเงินไปตลอดชีวิต”

มีรายได้มากกว่ารายจ่าย

ถ้าคุณมีเงินเดือน 300,000 บาท แต่ดันมีหนี้ที่ต้องจ่ายเดือนละ 200,000 บาท  รายจ่ายอื่นๆ 150,000 บาท คุณก็จัดว่าไม่มีอืสรภาพทางการเงิน

แต่ถ้าคุณมีรายได้ 50,000 บาท แต่ใช้จ่ายเดือนละ 20,000 บาท  คุณมีโอกาสที่จะมีอิสรภาพทางการเงินสูงมาก

ใช้จ่ายให้น้อยกว่าที่หาได้    เป็นกุญแจดอกใหญ่ของอิสรภาพทางการเงิน  ทางที่ดีก็คือมีรายได้ให้มาก  ใช้จ่ายให้น้อย  ออมให้สุดกำลังที่มี

เป็นสุขได้โดยที่ไม่พึ่งวัตถุ
คนที่สามารถมีความสุขได้โดยไม่พึ่งวัตถุ  เป็นผู้ได้เปรียบที่สุดในเรื่องนี้

เพราะต่อให้มีเงินปีละ 1,000,000 บาท แต่ถ้าคุณต้องการเพียงแค่ 200,000 บาทก็อยู่ได้สบายๆ 

ยิ่งคุณพึ่งพาวัตถุน้อยลงเท่าไหร่   ยิ่งปรับตัวเข้ากับสิ่งต่างๆได้ง่ายขึ้น  และรับมือได้สบายๆ ถ้ามีเหตุไม่คาดฝัน

ฝึกทำในให้ต้องการน้อย เข้าไว้  ยิ่งคุณเป็นสุขจากการมีน้อยเท่าใด  อิสรภาพทางการเงินยิ่งง่ายขึ้นเท่านั้น

เจนเนอเรชั่น “พอ”

การสร้างทางเลือก ว่าคุณจะเลิกทำงานเมื่อไหร่ก็ได้  เมื่อมาถึงจุด “พอ” เมื่อใด  คุณกำหนดทางเดินชีวิตได้ด้วยตัวคุณเอง

สถิติระบุว่า มีเพียง 14% ของอเมริกันชน ที่สามารถเดินหนีออกจากงานได้ก่อนเกษียณ  แต่มีถึง 86% ที่ต้องฝืนทนทำงานจนอายุมากกว่า 60 ปี  เพราะลืมเตรียมทางหนีทีไล่ให้ตัวเอง

ชีวิตที่สอง

เจ้าของเวบไซด์ www.retireearlylifestyle.com และเจ้าของหนังสือชื่อ “The adventurer’s Guide to Early Retirement :  A Common Sense Approach”

มีชีวิตที่สอง  เริ่มต้นเมื่อสามีภรรยาในวัยสามสิบปลายๆปี  ได้สั่งสมชีวิตการทำงานจนถึงจุดหนึ่งแล้ว  บิลลี่เคยเป็นเชฟร้านอาหาร  และเปลี่ยนไปทำงานเป็นผู้จัดการสาขาของบริษัทแห่งหนึ่ง  และเมื่อเหนื่อยได้ที่ หลังจากตรวจสอบชีวิตและทบทวนตัวเลข อย่างถี่ถ้วนแล้ว  ก็หักหัวเรือเปลี่ยนเส้นทางชีวิตใหม่

เปลี่ยนจาก “มี่ชีวิตเพื่อทำงาน”  เป็น “มีชีวิตเพื่อมีชีวิต” ในเกาะกลางทะเลคาริบเบียนใช้ชีวิตเรียบๆง่ายๆ  มีเงินรองรัง 500,000 เหรียญ  และใช้จ่ายเพียงแค่ 24,000 เหรียญต่อปี

  มีเคล็ดลับก็คือ  “รีบทำงานให้หนัก  ใช้เงินให้น้อย  เก็บให้มาก  ลงทุนให้ดี” แค่นี้เองจริงๆ

มองหาดาวเหนือ

หนังสือเล่มนี้ได้ถามคำถามง่ายๆ 8 คำถาม ที่อาจช่วยให้มองเห็นเป้าหมาย

1.ที่ผ่านมาฉันได้ให้ความสนใจกับการวางแผนอนาคตมากพอหรือยัง
2.ถ้าฉันหยุดทำงาน ฉันยังคงมีอิสรภาพทางการเงินพอที่จะดูแลตัวเองโดยไม่พึ่งรัฐบาล  หรือพ่อแม่  หรือพี่น้อง หรือลูกหลานได้หรือไม่
3.ฉันเคยจัดการให้เงินออมของฉันทำงานของมันหรือยัง
4.ถ้าจู่ๆเกิดเหตุที่ทำให้ฉันทำงานและมีรายได้เท่าเดิมไม่ได้ ฉ้นจะดูแลตัวเองต่อไปได้ไหม
5.งานที่ฉันทำอยู่มั่นคงถาวรชั่วกาลนานอย่างที่ฉ้นคิดหรือเปล่า
6.งานที่ฉ้นทำอยู่มีเวลาให้ฉันได้ยอยู่กับครอบครัวและคนที่ฉันรักหรือเปล่า
7.นอกจากเวลาอยู่กับครอบครัวแล้ว  การทำงานนี้ทำให้ฉันมีโอกาสพักผ่อนบ้างไหม  ครั้งสุดท้ายที่ฉันได้พักผ่อนคือเมื่อไหร่
8.ฉันควรจะปล่อยตัวเองแก่กว่านี้ไหม ถึงจะเริ่มวางแผนอนาคต

รีไทร์เร็วไม่ต้องรวย

เลิกคิดที่จะรวย รวย รวย   หันมาลงมือหาเงินให้ พอ พอ พอ  ทุกคนสามาถรรีไทร์ ณ อายุที่ต้องการได้ โดยไม่จำเป็นต้องรวย

งานคือเงิน  ไม่มีใครมุ่งหน้าเรียนหนังสือให้เก่งๆ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องทำงาน  และไม่มีใครตั้งหน้าหาทำงานให้โดยที่ไม่มีเงิน

ยอมรับความจริงเถอะว่า  “เราทำงานเพื่อเงิน”

แต่ที่เราควรปฎิเสธคือ การเอาความสุขทั้งหมดของชีวิตเรา ไปผูกติดเรื่อเงินเพียงอย่างเดียว

ชีวิตยังมีเวลาจะถึงวาระสุดท้าย  เราควรใช้มันให้มีความหมายที่สุด

มีการสำรวจ  เปอร์เซนต์การลงทุน/ออม พบว่า

ออม/ลงทุน 0% ของรายได้   มีจำนวน 16%  นั่นคือคนกลุ่มนี้ไม่มีเงินออม      
ออม/ลงทุน 1-5% ของรายได้   มีจำนวน 23%   
ออม/ลงทุน 6-9% ของรายได้   มีจำนวน 9%      
ออม/ลงทุน 10-14% ของรายได้   มีจำนวน 27%      
ออม/ลงทุน 15-20% ของรายได้   มีจำนวน 18%        
ออม/ลงทุน 21-30% ของรายได้   มีจำนวน 5%      
ออม/ลงทุน 31-40% ของรายได้   มีจำนวน 0%   
ออม/ลงทุน 41-50% ของรายได้   มีจำนวน 1%      
ออม/ลงทุน 51%+ ของรายได้   มีจำนวน 1%     

จะเห็นได้ว่าผู้ที่ออม/ลงทุน 20% ขึ้นไปมีจำนวนน้อยมากๆ

ผิดไหมที่อยากหยุดทำงาน

  • เราไม่ได้หยุดเพราะเกียจคร้าน  แต่เปลี่ยนไปทำงานที่เรารักและต้องการทำ
  • เราไม่ต้องการเป็นเครื่องจักรผลิตเงิน  เราอยากทำงานในเวลางานที่เรากำหนดเอง  หรืองานอาสาสมัครที่ได้มีโอกาสช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน
  • เรามีโอกาสที่จะเลือกทำอะไรกับชีวิตก็ได้  เนื่องจากเราทำงานหนักและลงทุนอย่างรอบคอบ จนมีเงินพอเลี้ยงชีพไปจนตาย
  • ฉันต้องการอิสรภาพทางการเงิน เพราะฉ้นต้องการรับผิดชอบชีวิตของฉ้นเอง  ไม่ต้องการเป็นภาระพึ่งพิงต่อผู้อื่น

ค้นหาตัวเลขอิสรภาพ

เราใช้เงินเท่าไหร่ในแต่ละเดือน 
อิสระภาพทางการเงินจะบรรลุได้ยากขึ้นมาก  หากไม่จำกัดขอบแขตความต้องการพื้นฐานบนความเป็นจริง  จะดีมากๆ ถ้าเงินจำนวนนี้เป็นผลตอบแทนจากการลงทุนล้วนๆ โดยไม่แตะเงินต้นเป็นดีที่สุด

โดยทั่วไปเชื่อว่า เงินที่คุณต้องใช้ในแต่ละเดือน  จำเป็นต้องมีรายได้ 80% ของรายได้ที่เราเคยมี จึงจะสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุข

เช่น ถ้าคุณค่าใช้จ่าย 40,000บาทต่อเดือน  หลังหยุดงานประจำแล้ว น่าจะอยู่ที่ 32,000 บาทต่อเดือน หรือ 384,000 บาทต่อปี

ตัวคูณเงินเฟ้อ

เงินเฟ้อ คือศัตรูหมายเลขหนึ่งของเงินออม และลงทุน    ชอบแอบแฝงซ่อนตัวในลักษณะที่ตามองไม่เห็น 

ให้คุณตัวเลขเป้าหมายที่ต้องการ คูณด้วยตัวคูณเงินเฟ้อ

จำนวนปี     ่ตัวคูณ
        5     1.16
      10    1.34
      15    1.56
      20    1.81
      30    2.09
      35    2.81
      40    3.26

เช่น ถ้าคุณต้องการเกษียณอายุในอีก 20 ปีข้างหน้า ก็ต้องคูณตัวเลขเป้าหมาย 384,000 บาทต่อปี x 1.81 = 695,040 บาทต่อปี

อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยหลังเกษียณ 

ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นกับว่าคุณทำผลตอบแทนจากการลงทุนได้เฉลี่ยต่อปีเท่าไหร่  โดยทั่วไปแล้วก็คิดประมาณ 5%  ถ้ารายจ่ายอยู่ที่  695,040 บาทต่อปี  เงินรองรังก็ควรเป็น 695,040 / (5/100) = 13,900,800 บาท

แต่ถ้าคุณสามารถทำผลตอบแทนจากการลงทุนได้มากขึ้น  ตัวเลขเงินรองรังก็จะน้อยลง

ลดขนาดชีวิต

“ข้าวของที่คุณครอบครอง  สุดท้ายจะเป็นฝ่ายครอบครองคุณ”

ยิ่งต้องครอบครองและดูแลสิ่งต่างๆน้อยลงเท่าใด  ชีวิตก็จะยุ่งยากและจ่ายน้อยลงเท่านั้น

เศรษฐียุคใหม่ไม่ได้ใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้ออย่างที่เราคิด  คนรวยยุคนี้อยู่กินแบบชนชั้นกลาง  ชนชั้นกลางต่างหากที่ฟุ้งเฟ้อและไม่มีเงินเหลือเก็บแล้วก็มองคนรวยว่าโลภ

บิล เกตต์  กินอยู่อย่างเรียบง่าย  ไม่ฟุ้งเฟ้อ  ออมเงินมากกว่า 20% ของรายได้
ดร.นิเวตน์ เหมวชิรากร  เจ้าของพอร์ต 4000 ล้านบาท  อาศัยอยู่บ้านขนาดย่อม(ของแม่ยาย)ดูแลง่าย  ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง

ภาพลักษณ์ของคนรวยสมัยใหม่ คือ ธรรมดาติดดิน  กินอยู่เรียบง่าย  คิดก่อนใช้  ทำงานรู้จักออม  ลงทุนระยะยาว

ลดขนาดชีวิต ลดขนาดค่าใช้จ่าย

คนทั่วไปมักคิดว่า  การลดขนาดชีวิตคือความทุกข์  ชีวิตตกต่ำลง  แต่แท้จริงแล้วการลดขนาดชีวิตคืออิสรภาพ  ช่วยปลดปล่อยออกจากความยุ่งยากและความวุ่นวาย  ทำให้ชีวิตเรียบง่าย

คิดให้ไกลกว่าปัจจุบัน

คนที่ขาดเป้าหมายทางการเงินมักไม่รู้ว่าจะเก็บเงินไปทำไม  พวกเขาจะใช้จ่ายไปเรื่อยๆ  โดยไม่คิดจะหยุดตัวเอง  ถ้าไม่มีเป้าหมายอื่นให้เขาจับต้องได้  ก็มักเผลอใจไปกับวัตถุข้าวของในเวลาอันสั้น 

สุดท้ายการมีบ้านใหญ่ๆ  รถแพงๆ  ทีวิจอยักษ์  สมาร์ทโฟนรุ่นแล้วรุ่นเล่า  กระเป๋าแบรนด์เนม  ปริมาณเหลือล้นเกินคนธรรมดาจะต้องการ

ในขณะที่คนที่มีเป้าหมายทางการเงิน มักไม่เป็นอย่างนั้น 

ใช้จ่ายต่ำกว่าฐานะ

การใช้จ่ายเกินฐานะคือสูตรสำเร็จของหายนะที่แท้จริง  ไม่ต้องใช้สูตรใดๆก็พอรู้ได้ว่าคุณไม่มีวันรวยได้เลย

โอกาสเดียวที่จะรวยได้คือ ใช้จ่ายต่ำกว่าฐานะ   อย่าเพิ่งสับสนระหว่างใช้จ่ายต่ำกว่าฐานะ กับการใช้จ่ายตามฐานะ  มันต่างกัน

ช่วงที่มีรายได้น้อย  ผู้ที่วางแผนทางการเงินก็จะออมมากพอประมาณ  อาจออม 15% ของรายได้

แต่ช่วงที่มีรายได้มากกว่าเดิม 2 เท่า  ผู้ที่วางแผนทางการเงินก็จะออมมากขึ้นมาก อาจออมสูงถึง 50% ของรายได้  แต่ใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย  แทนที่จะใช้จ่ายมากขึ้น

ไม่รอช้าเรื่องการลงทุน

การลงทุนมีความสำคัญ  เงินจะทำงานให้คุณอย่างแข็งขัน เพียงใส่มันให้ถูกที่

ถ้าออมเงินใส่ในกระปุก  เงินจาก 10 บาท จะลดเหลือ 9 8 7 6 ไปเรื่อยๆตามเงินเฟ้อ

จะถึงเป้าหมายได้ ต้องทำทุกวิถีทางที่จะทำให้เงินทำงานให้มากที่สุด  ผ่อนถ่ายงานที่ทำให้เงินไปเรื่อยๆ จนกว่าเงินจะทำงานหนักกว่าตัวคุณ

คุณต้องโฟกัสไปที่การลงทุนระยะยาวอย่ารอบคอบเท่านั้น  การลงทุนแบบผาดโผนหวังรวยระยะสั้นทำให้ตกม้าตายได้ง่ายมาก  เข้าใจธรรมชาติของการลงทุนนั้นๆ
 
ทำงานที่รัก

ข้อดีของการรีไทร์คือ  คุณอาจเลือกที่จะทำงานเดิม แต่ทำน้อยลง  หรือทำงานใหม่ เป็นความท้าทายใหม่ก็ย่อมทำได้  คุณมีอิสระ  สเปคของงาน ฉันกำหนดเองได้  คุณอาจเลือกทำงานวันที่ 1-15 ส่วนวันที่ 16-30 เข้าวัดปฎิบัติธรรมก็ย่อมทำได้

ไม่ทำงานเพื่อเงิน  คุณอาจทำงานเป็นอาสาสมัครโดยไม่หวังผลตอบแทน 

คนผู้ที่มีน้อยและต้องการน้อย   ร่ำรวยกว่าคนผู้ที่มีมากและต้องการมาก   -Charles Caleb Colton-

Posted in การบริหารเงิน, หนังสือลงทุนน่าอ่าน | Leave a comment

คนธรรมดาจะรวยได้ ใช้ชีวิตสมถะและพอเพียง ที่เหลือให้เงินทำงาน

Millionaire Women Next Door : The Many Journeys of Successful American Businesswomen  

เขียนโดย  Dr. Thomas J. Stanley  ผู้มีผลงานวิจัยค้นคว้าเกี่ยวกับการสะสมความมั่งคั่งในวิถีชีวิตชาวอเมริกั น  
 
ผลงานที่เลื่องชื่ออื่นๆคือ The Millionaire Mind, Millionaire Women Next Door, Marketing to the Affluent  
 
อ่านบทนำ เลยรู้ว่าเป็นภาควิจัยที่ต่อเนื่องโดยศึกษาเจาะจงในกลุ่มวิถีเศรษฐีนีชาวอเม ริกัน    
 
ภายหลังที่ Millionnaire Next Door หนังสือเล่มแรกได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ยอดขายถล่มทลาย    
 
เพื่อเป็นการแบ่งปันความรู้จากหนังสือเล่มนี้   เลยขอถือโอกาสเขียนแนะนำและสรุปความสั้นๆให้ได้รับทราบกัน  ทำไมผู้หญิงข้างบ้านที่ใช้ชีวิตอย่างสมถะ เรียบง่าย จึงกลายเป็นเศรษฐีนีได้  
 
เศรษฐีนีข้างบ้าน เป็นอีกผลงานการวิจัยที่ได้มาจากการรวบรวมคำสัมภาษณ์และความคิดเห็นของผู้หญ ิงชาวอเมริกัน 20 ราย ในอาชีพ ภูมิหลังที่แตกต่างกัน พวกเธอไม่ใช่ทายาทรับมรดกจากมหาเศรษฐีน้ำมัน  ไม่ใช่นักเล่นหุ้นในวอลล์สตรีท หรือแม้แต่จะเป็นนักธุรกิจสาวไฮเทคในซิลิคอนวัลเลย์ (ชุมชนอุตสาหกรรมไฮเทคในแคลิฟอร์เนีย)  
 
พวกเธอเป็นผู้หญิงคนทำงานที่แสนจะธรรมดา  เป็นนักบัญชีบ้าง เป็นครูบ้าง  เป็นพนักงานออฟฟิค  เป็นเจ้าของกิจการขนาดเล็ก ส่วนที่เหลือก็เป็นแม่บ้านและทำงานพาร์ทไทม์    แต่ละคนคือเศรษฐีนีที่ปราศจากบุคลิกท่วงท่ามาดคนรวย   แถมบางครั้งก็เชย…จนบรรดานายแบงก์มักมองผ่านเลย  แต่ภายใต้กิริยาที่สงบนิ่งนั้นแฝงความมุ่งมาด เข้มแข็งอยู่ในที  พวกเธอรู้ว่าเป้าหมายของชีวิตต้องการอะไรและตระหนักถึง การใช้ชีวิตที่มีคุณภาพโดยไม่ต้องพึ่งพาใครได้อย่างไร  
 
ลองเข้าไปสัมผัสพวกเธออีกสักนิด แล้วจะพบวิถีชีวิตที่คล้ายคลึงกันดังต่อไปนี้  
 
อายุบรรดาเศรษฐีนีเฉลี่ยส่วนใหญ่ประมาณ 49 ปี แต่งงาน มีบุตร- ธิดา และบางคนก็ผ่านการหย่าร้าง  
 
ชีวิตประจำวัน ตื่นแต่เช้าประมาณ 5:58 นาฬิกา และเข้านอน 10:32 นาฬิกา โดยเฉลี่ย พักผ่อนเพียงพอคืนละ 7 ชั่วโมงครึ่ง ทำงานโดยเฉลี่ยสัปดาห์ละ  49 ชั่วโมง  18 นาที ต่อสัปดาห์  1 ใน 10 ของพวกเธอทำงานมากกว่า 69 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ออกกำลังกาย 3 ชั่วโมงครึ่งต่อสัปดาห์   ไม่นิยมร่วมงานเลี้ยงปาร์ตี้สังสรรค์ยามค่ำคืน  
 
เศรษฐีนีเหล่านี้ล้วนเป็นคนเอาการเอางานทั้งสิ้น ไม่มีใครอยู่เฉยๆรอมรดก หลายคนทำงานรับเงินเดือนประจำ  
(ไม่มีข้อกีดกั้นระหว่างคนทำงานอิสระหรือลูกจ้าง ในการเขยิบฐานะขึ้นเป็นเศรษฐีนี)  รายได้ครัวเรือนต่อปีหลังหักภาษีแล้วตกเฉลี่ย  $240,217 ดอลล่าร์   ก่อนหักภาษี  $ 413,960 ดอลล่าร์ (โอ้โฮ ภาษีหนักจัง)  บางคนสามารถทำเงินได้ถึง  $ 500,000 900,000 ดอลล่าร์  (จำนวน 14%) และ $ 1,000,000 ดอลล่าร์หรือมากกว่า (11%) โดยสรุป เศรษฐีนีแสนธรรมดาทำเงินได้ประมาณ 71% จากรายได้ทั้งหมดของครัวเรือน    
 
มีรายได้และทรัพย์สินครัวเรือนสุทธิประมาณ $ 2.9 ล้านดอลล่าร์ หรือ 40 เท่าของครัวเรือนชาวอเมริกันทั่วไป   โดยเฉลี่ยเศรษฐีนีข้างบ้านเหล่านี้มีรายได้และทรัพย์สินครัวเรือนสุทธิ $ 4.75 ล้านดอลล่าร์  และประมาณ 8% มีมากสูงถึง $ 10 ล้านดอลล่าร์  
 
ข้อสำคัญสุด  ทุกคนไม่มีหนี้  
 
แทบทุกคนผ่านสถานภาพการสมรสมาแล้วทั้งสิ้น  มีเพียง 1-2 รายที่ยังดำรงความเป็นโสดอยู่  18% ผ่านการ หย่าร้าง เนื่องจากทนพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันของสามีไม่ได้  
 
จบการศึกษาในระดับวิทยาลัย   1 ใน 4 จบสูงกว่าระดับนี้  และ 1 ใน 4 เคยเข้าเรียนระดับวิทยาลัยแต่ไม่จบ   ครึ่งหนึ่งของพวกที่ผ่านการศึกษาระดับวิทยาลัยใช้เงินตัวเองจ่ายค่าการศึกษา จนจบสมบูรณ์  
 
1 ใน 5 หรือน้อยกว่า ไม่เคยเข้าเรียนโรงเรียนเอกชนค่าเรียนแพงลิ่ว แต่ 54% ยินดีที่จะสนับสนุน เงินบำรุงการศึกษานั้นให้กับบุตร หลาน เพราะเชื่อมั่นว่าการลงทุนด้านการศึกษาเป็นการให้ที่ยาวนาน  
 
เกือบทั้งหมด 98% มีบ้านของตัวเอง  เป็นบ้านเล็กๆธรรมดาที่ไม่ต้องมีการอวดแต่งประชันกัน  เพราะไม่มีแม็กกาซีนหรือรายการโทรทัศน์ช่องใดจะมาถ่ายรูปไปเผยแพร่   ทุกคนชอบทำงานบ้าน  ทำสวนด้วยตัวเอง  ถือเป็นการออกกำลังกายชั้นดี    
 
พวกเธอมักถูกตั้งฉายาว่าเป็น คุณนายละเอียดประจำบ้าน สำรวจถี่ถ้วน  ตั้งแต่ค่าใช้จ่ายในบ้านสารพัด มีการจดและทำบัญชีสม่ำเสมอ  เศรษฐีนีแทบทุกคนทำรายการช้อปปิ้งก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง  การตัดคูปองส่วนลดของห้างร้านในหน้าหนังสือพิมพ์รายวันเป็นเรื่องที่ปกติมา ก  
 
เป็นนักลงทุนที่อนุรักษ์นิยม ไม่ชอบความเสี่ยง หมั่นพินิจพิเคราะห์เปรียบเทียบหุ้นและหน่วยลงทุนในพอร์ตการลงทุนของตนเป็นร ะยะๆ  เน้นการถือหุ้นระยะยาว ใช้บริการที่ปรึกษาวางแผนการเงิน โดยยอมเสียค่าตอบแทนให้ได้คำปรึกษาที่เป็นประโยชน์มากสุด เศรษฐีนี 1ใน 20 ที่แต่งงานแล้ว ตัดสินใจวางแผนการเงินและเลือกที่ปรึกษาเองโดยไม่ปรึกษาหรือฟังสามี  ขณะที่เศรษฐีนีคนอื่นๆตัดสินใจร่วมกันกับสามี  
 
ถึงแม้พวกเธอจะมีทรัพย์สินเงินทองเหลือเฟือ แต่ทั้งหมดปฏิเสธชีวิตที่ฟุ่มเฟือยโดยสิ้นเชิง พวกเธอเลือกซื้อทรัพย์สินในยามที่ราคาต่ำกว่าตลาด เช่น อสังหาริมทรัพย์  หรือเมื่อเฟอร์นิเจอร์ เครื่องเรือนชำรุดก็เลือกที่จะซ่อมแซมแทนที่จะรุดทิ้งหรือซื้อใหม่  ซ่อมแซมเสื้อผ้าและดัดแปลงแทนที่จะซื้อตัวใหม่  ใช้จ่ายในการซื้อสูทอย่างมากที่สุดเพียงปีละ $400 ดอลล่าร์ (เทียบกับคนที่ไม่ใช่เศรษฐีที่ใช้จ่ายกับเงินค่าสูทไปถึง $1000 -1500  ดอลล่าร์และรองเท้าคู่ล่ะ $139 ดอลล่าร์ ( $ 300 ดอลลาร์ขึ้นไป สำหรับคนที่ตัวเสมือนเศรษฐี) เปลี่ยนบริการโทรศัพท์ทางไกลหลายแห่งเพื่อเลือกข้อเสนอที่ประหยัดค่าโทรมากท ี่สุด    
 
ไม่เคยคิดที่จะสมัครสมาชิกเมมเบอร์คลับหรือคันทรีคลับหรูๆแม้แต่สักนิด  เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องพูดชักชวนให้ซื้อผลิตภัณฑ์แบรนด์ดังๆราคาแพงทั้งห ลาย  บรรดาเซลส์บัตรเครดิตทั้งหลายมักจะผิดหวังและเสียเวลาในการหว่านล้อมที่ไม่ สัมฤทธิ์ผล  
 
แต่ยินดีบริจาคเพื่อช่วยเหลือชุมชนและมูลนิธีเพื่อสาธารณะกุศลโดยเฉลี่ย 7% ต่อรายได้ทั้งปี ซึ่งนั่นมากกว่า 3.5 เท่าของชาวอเมริกันทั่วไปที่บริจาค ยิ่งกว่านั้น เศรษฐีนีหลายคนได้เตรียมพินัยกรรม มอบทรัพย์สมบัติส่วนตัวทั้งหมดให้กับองค์กรสาธารณะกุศลภายหลังสิ้นชีวิตไปแล ้ว  
 
ใช้ชีวิตต่ำกว่ามาตรฐานที่พึงเป็นหนึ่งหรือสองระดับ ถ้าอุปมาอุปมัยง่ายๆในสายตาบ้านเราก็คือ สถานะการเงินสามารถเอื้อให้ซื้อรถยุโรปขับโก้หรูบนท้องถนนอย่างสบายๆ แต่เต็มใจเลือกขับรถญี่ปุ่นคันเล็ก ประหยัดน้ำมันและค่าดูแลรักษาโดยไม่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจหรือเป็นปมด้อย  
 
พวกเธออยู่อย่างมีเป้าหมาย พอใจ….รู้ว่าชีวิตต้องการอะไรและเชื่อมั่นในวิถีดำรงแบบนี้  โดยไม่เดือดเนื้อร้อนใจกับภาพภายนอกที่ถูกมองว่า เป็นคนที่แสนจะเชย น่าเบื่อและธรรมดา  
 
เห็นมั้ยเอ่ย  วิถีเศรษฐีนีเหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องยากเย็นแสนเข็ญที่จะปฏิบัติตาม เชื่อว่าเศรษฐีนี(ตัวจริง)ในบ้านเรา หลายคนก็มีแนวทางปฏิบัติไม่แตกต่างกันนักหรอก  ใครจะไปรู้ผู้หญิงที่แสนจะเชย แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าซื้อจากข้างถนน เดินกระทบไหล่ที่ป้ายรถเมล์ทุกวัน คือผู้สะสมความมั่งคั่งแห่งชีวิต พร้อมจะขึ้นทำเนียบเศรษฐีนี(ที่ไม่มีใครเห็น)ได้อย่างสบายๆ

Posted in การบริหารเงิน, หนังสือลงทุนน่าอ่าน | Leave a comment

แอนน์ ไซเบอร์

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
โลกในมุมมองของ VALUE INVESTOR  
 
ผมเชื่อว่ามีนักลงทุนที่ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีคนรู้จัก ไม่ได้เรียนหรือถูกเทรนมาให้เป็นนักลงทุนฝีมือเยี่ยม แต่สามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนอย่างน่าประทับใจมากมาย โดยเฉพาะในตลาดหุ้นสหรัฐที่มีนักลงทุนและหุ้นจดทะเบียนมากมายมหาศาล และการลงทุนมีประวัติมายาวนาน ในขณะที่ตลาดหุ้นไทยเองก็น่าจะเริ่มมีคนที่สามารถลงทุนได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่แพ้นักลงทุนเอกของโลกในช่วงต้นของการเดินทางอยู่เหมือนกัน
 
แอนน์ ไชเบอร์ เป็นตัวอย่างของนักลงทุนที่ไม่มีคนรู้จักจนกระทั่งเธอเสียชีวิตในปี 1995 ขณะมีอายุได้ 101 ปี ประวัติย่อ ๆ ที่ทำให้ผมประทับใจและนำมาเล่าต่อก็คือ
 
แอนน์ เป็นพนักงานตรวจบัญชีของกรมสรรพากรสหรัฐ กินเงินเดือนไม่เคยเกินปีละ 3,000 เหรียญหรือคิดแล้วไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท ในปี 1932 หรือ 3 ปีหลังจากตลาดหุ้นสหรัฐถล่มและเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐซึ่งคงคล้าย ๆ กับภาวะของไทยเมื่อ 2 – 3 ปีก่อน แอนน์ ซึ่งขณะนั้นอายุ 38 ปีและเป็นโสด ต้องมนต์ขลังของตลาดหลักทรัพย์ เธอจึงส่งเงินทั้งหมดที่มีอยู่ให้น้องชายซึ่งเป็นโบรกเกอร์ช่วยลงทุนซื้อขาย หุ้นในตลาดวอลสตรีท โชคไม่ดี บริษัทที่น้องชายทำงานอยู่เกิดล้มละลายและหล่อนสูญเงินทั้งหมด
 
ด้วยความมุ่งมั่นและศรัทธาอันแรงกล้า แอนน์ไม่ยอมแพ้ แต่คราวนี้หล่อนตัดสินใจที่จะลงทุนเอง เธอเก็บเงินได้ประมาณ 5,000 เหรียญ หรือเท่ากับ 200,000 บาทไทยในเวลานี้ และเริ่มกลับเข้าตลาดใหม่ในปี 1944 และเริ่มลงทุนโดยยึดหลักการลงทุนระยะยาว และการศึกษาติดตามหุ้นที่ตนถืออย่างใกล้ชิด ซึ่งรวมถึงการเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้นทุกครั้ง หุ้นที่เธอลงเป็นหุ้นของบริษัทใหญ่ ๆ ที่มีชื่อเสียง มียี่ห้อแข็งแกร่ง เช่น หุ้นของบริษัทเป๊ปซี่โค เชอริง พลาวก์ ไครส์เลอร์ และโคคา โคล่า
 
แอนน์ ลงทุนด้วยเงินทั้งหมดที่มีอยู่และเมื่อได้รับปันผลมาหล่อนก็จะเอามาลงทุนต่อ ไปเรื่อย ๆ ฝากโชคชะตาและเงินของตนเองกับบริษัทที่กำลังเติบโตเหล่านั้น และมองดูกำไรที่เติบโตขึ้นทศวรรษแล้วทศวรรษเล่า พร้อม ๆ กับการเติบโตขึ้นของราคาหุ้นและเงินลงทุนของตนเอง
 
เวลาผ่านไปประมาณ 50 ปี พอร์ตของแอนน์เติบโตขึ้นจากเงิน 5,000 เหรียญกลายเป็น 20 ล้านเหรียญ หรือกว่า 800 ล้านบาทไทยในปัจจุบัน เฉพาะผลตอบแทนจากปันผลและดอกเบี้ยรับรายปีก็มากกว่าปีละ 1 ล้านเหรียญหรือ 40 ล้านบาทแล้วด้วยกลยุทธ์การลงทุนง่าย ๆ แบบนี้ โดยรวมแล้ว ผลตอบแทนของแอนน์ในช่วง 50 ปีสูงถึงปีละประมาณ 20% โดยเฉลี่ย ซึ่งน่าจะเป็นสถิติที่หาคนทำได้ยากแม้แต่เซียนหุ้นชั้นสุดยอดหลาย ๆ คน และเป็นสถิติที่เป็นรองวอเร็น บัฟเฟตต์เพียงไม่กี่เปอร์เซนต์ในช่วงเวลาเดียวกัน
 
แอนน์ ไชเบอร์ น่าจะมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย เช่น เศรษฐีคนหนึ่ง ตรงกันข้าม คนที่รู้จักเล่าว่าหล่อนใช้ชีวิตที่ค่อนข้างโดดเดี่ยวในห้องเช่าเล็ก ๆ ราคาถูก หล่อนไม่เคยแต่งงานและใช้ชีวิตแบบสมถะสุด ๆ เสื้อโคทที่สวมใส่เป็นประจำก็เป็นเสื้อตัวเดิมที่ใช้มานานปีแล้วปีเล่า บางครั้งเธอถึงกับงดอาหารบางมื้อเพื่อเก็บเงินเอาไว้ลงทุน ดูเหมือนว่าหล่อนจะไม่ได้ใช้เงินเพื่อตนเองเลย เงินทั้งหมดที่ “ทำ” มาเธอบริจาคให้กับมหาวิทยาลัยเยชิวาในนิวยอร์ค และนี่คือตำนานของนักลงทุนธรรมดาที่ไม่ธรรมดาอีกคนหนึ่งที่เป็นพลังใจและเป็ นบทเรียนให้กับ Value Investor ทั้งหลาย
 
พลังใจที่ว่าก็คือ ทุกคนมีสิทธิที่จะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จสูงได้ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร อายุเท่าไร และมีเงินมากน้อยแค่ไหน สำหรับแอนน์ แล้ว อายุ 50 เป็นสาวโสด เงินเดือน 10,000 บาท เงินออม 200,000 บาท ไม่ใช่อุปสรรคของการลงทุน
 
บทเรียนที่สำคัญก็คือ ศรัทธา และความยึดมั่นเป็นสิ่งที่มีพลังยิ่งใหญ่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของชีวิตและการล งทุน ศรัทธาในวิธีการลงทุนที่ถูกต้อง และยึดมั่นในแนวทางที่ประสบความสำเร็จ นั่นคือ ลงทุนระยะยาวในบริษัทที่ดีและเติบโต นำปันผลและกำไรที่ได้รับมาลงทุนต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่หวั่นไหวกับความผันผวนของตลาดหลักทรัพย์ปีแล้วปีเล่า นี่คือสูตรสำเร็จที่จะเกิดขึ้นช้า ๆ แต่แน่นอนและนำไปสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่อย่างที่คาดไม่ถึง
 
บทเรียนต่อมาก็คือ นักลงทุนที่แท้จริงนั้นไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ชอบใช้เงินในสิ่งที่ไม่จำเป็นโดยเฉพาะการใช้เงินเพื่อตนเอง แต่นักลงทุนชอบเอาเงินมาลงทุนซื้อหุ้น ผมคิดว่าการเก็บรวบรวมหุ้นนั้นคงเป็นความสุขอย่างหนึ่งเช่นเดียวกับคนที่ชอบ สะสมรถเก่า นาฬิกา ของโบราณ หรือแม้แต่ที่ดิน มองในแง่นี้ ความสุขของนักลงทุนพันธุ์แท้ก็คือความสุขจากการลงทุนไม่ใช่ความสุขของการบริ โภค
 
คนอื่นคงไปพูดแทนแอนน์ ไชเบอร์ไม่ได้ว่าชีวิตของหล่อนนั้นเป็นทุกข์ที่มีเงินแล้วไม่รู้จักใช้ หล่อนอาจจะไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจอะไรเลยกับการอยู่ในห้องเช่าเล็ก ๆ ใช้เสื้อผ้าเก่าหรืออดอาหารบางมื้อ ว่าที่จริงความสุขทั้งหลายนั้นอยู่ที่ใจ ถ้าหล่อนคิดว่าการจ่ายค่าเช่าน้อย แล้วเหลือเงินมาซื้อหุ้นเป็นความสุขกว่าการอยู่ห้องใหญ่แต่ต้องขายหุ้นทิ้ง จะบอกได้อย่างไรว่าเธอเป็นทุกข์จากการอยู่ห้องเล็ก ซึ่งเป็นมาตรฐานของสังคมทั่ว ๆ ไป
 
ผมเองไม่ได้สนับสนุนให้ Value Investor ทำตัวแบบแอนน์ ไชเบอร์ทุกอย่าง แต่ก็ไม่คิดว่าชีวิตของแอนน์เป็นชีวิตที่น่าอนาถ Value Investor พันธุ์แท้มักจะมีชีวิตและความคิดที่เป็นอิสระ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะวิธีคิดในการลงทุนมันสอนให้เป็นเช่นนั้น ดังนั้นผมคิดว่าแต่ละคนคงจะต้องเลือกว่าจะดำเนินชีวิตอย่างไรที่เหมาะกับตนเ องมากที่สุด การเรียนรู้บทเรียนจากคนอื่นโดยเฉพาะจากคนที่มีศรัทธาแรงกล้านั้นเป็นเรื่อง สำคัญ เปรียบเสมือนกับการทำความรู้จักกับ “แม่สี” เพื่อที่ว่าเราจะได้สามารถเอามาผสมกันเป็นสีอื่นที่เราพึงพอใจที่สุด

Posted in การบริหารเงิน, การลงทุนแบบ VI (Value Investor) | Leave a comment

ช่วงนี้ลงทุนระวังด้วยนะครับ ของมันแพง

 

อยากจะได้ อยากจะซื้อ
 
ยื้อยื้อยั้งใจไม่เข้าที
 
อยากต่อสักนิด
 
ต่อติดแล้วเราจะทำอย่างไร
 
ก็ติดตรงเบี้ยในกระเป๋า
 
นับแล้วมันมีไม่เท่าไร
 
เกรงใจแม่มาร์  ยืนซึมหน้าชาไม่กล้าหลบไป 
 

ของแพงหน้าก็แดง  หน้าก็แดง  หน้าก็แดง
 
ของถูกก็ซื้อเข้าไป ซื้อเข้าไป  ซื้อเข้าไป
 
ของดีก็ซื้อเข้าไป  ซื้อเข้าไป  ให้มันสะใจ !!! 
 

Posted in ขำขัน | Leave a comment

เก็บเงินให้อยู่หมัด แยกบัญชี

 

คนบางคนอาจจะมีปัญหาว่า เก็บเงินไม่ค่อยอยู่   เพราะว่าบัญชีเงินเก็บกับบัญชีใช้จ่าย เป็นบัญชีเดียวกัน   ทำให้เงินที่สำรองไว้ใช้จ่าย  กับเงินเก็บเพื่ออนาคตปนกัน ทำให้เงินเก็บมีโอกาสถูกถอนออกมาใช้โดยง่าย

ก็จัดการแยกบัญชีกันเสีย จะได้ไม่ถูกใช้ครับ  เทคนิคง่ายๆที่จะช่วยให้ยังคงสามารถเก็บเงินเอาอยู่

Posted in การบริหารเงิน | Leave a comment