เพิ่มสินทรัพย์ เพิ่มกระแสเงินสด

กระแสเงินสด

การลงทุนเพื่อเพิ่มสินทรัพย์  และเพิ่มกระแสเงินสด    ยกตัวอย่างเช่น  แม้ว่าคุณจะมีรูปภาพที่มีมูลค่า 1 ล้านบาท  คุณก็จะทำได้เพียงแค่แขวนไว้กับฝาผนัง  อย่างไรก็ตาม รูปภาพนั้นไม่สามารถที่จะสร้างรายได้เพื่อช่วยจ่าย “รายจ่าย”ของคุณ

ยุทธวิธีในการลงทุน จึงต้องเน้นที่การเพิ่มสินทรัพย์และสินทรัพย์นั้นสามารถสร้างรายได้ที่เป็นกระแสเงินสดให้กับคุณได้ในระยะยาว ซึ่งคุณสามารถทำได้ด้วยการลงทุนอย่างเหมาะสม

การลงทุนที่เน้นสร้างกระแสเงินสด จะมีความสำคัญมากขึ้นเมื่อคุณ “เข้าใกล้วัยเกษียณ” มากขึ้น  ด้วยกระแสเงินสดจากสินทรัพย์ จะช่วยให้คุณสามารถมีรายได้แม้ว่าจะไม่ต้องทำงาน  หรือทำงานน้อยลง  ซึ่งองค์ประกอบหลักในการกำหนดรายได้ของคุณคือความเสี่ยงที่คุณสามารถรับได้

มีการลงทุนอยู่ 3 ประเภท   การลงทุนที่มีผลตอบแทนผันแปร     การลงทุนที่สามารถคาดการณ์ผลตอบแทนได้ล่วงหน้าแน่นอน    และการลงทุนที่รับประกันผลตอบแทนจากการลงทุน

การลงทุนที่มีผลตอบแทนผันแปร (Variable Income Investment Strategies)

การลงทุนที่มีผลตอบแทนผันแปร นั้น ได้แก่  หุ้น  และกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น   ซึ่งมีข้อได้เปรียบคือคุณสามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้ ในขณะที่คุณสามารถมีรายรับได้มากขึ้นจากเงินปันผล 

ผลตอบแทนจากเงินปันผลจากหุ้น   เงินปันผล เป็นส่วนของกำไรที่ได้จากการทำธุรกิจของบริษัท ที่จ่ายคืนให้กับนักลงทุน  แนะนำให้มองหาหุ้นที่จ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหลายๆปี

เงินปันผลจากกองทุนรวม   ถ้าคุณต้องการให้ “ผู้เชี่ยวชาญ” ซึ่งในที่นี้คือ “ผู้จัดการกองทุน” บริหารเงินของคุณก็เป็นทางเลือกหนึ่งเช่นกัน  เงินปันผลก็จะจ่ายคืนให้กับคุณ

การลงทุนที่มีสามารถคาดการณ์ผลตอบแทนล่วงหน้าได้ (Predictable Income Strategies)

การลงทุนที่มีสามารถคาดการณ์ผลตอบแทนล่วงหน้าได้ แต่ผลตอบแทนก็ยังไม่แน่นอน  ซึ่งเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างปลอดภัย  แต่ผลตอบแทนลดลงกว่าในกลุ่มแรก  ยกตัวอย่างเช่น  ตราสารหนี้   ซึ่งก็มีตราสารหนี้ที่ความเสี่ยงต่ำมาก  และตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงที่สูงกว่า

ดอกเบี้ยจากตราสารหนี้  เมื่อคุณซื้อตราสารหนี้  ก็เหมือนกับการปล่อยกู้ให้บริษัท  และบริษัทจะจ่ายดอกเบี้ย ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของกิจการและฐานะทางการเงินของบริษัท   ด้วยเหตุนี้ตราสารหนี้จึงมีความเสี่ยงที่ไม่เท่ากัน บริษัทที่มีฐานะทางการเงินที่อ่อนแอกว่า มักจะจ่ายผลตอบแทนสูงกว่าเพื่อดึงดูดนักลงทุนให้ปล่อยกู้  แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยได้

กองทุนรวมตราสารหนี้   คุณสามารถให้ผู้จัดการกองทุนตราสารหนี้บริหารจัดการการลงทุนในตราสารหนี้ให้กับคุณได้เช่นกัน  กองทุนรวมตราสารหนี้ก็จะมีผลตอบแทนที่แตกต่างกันขึ้นกับคุณภาพของตราสารหนี้ที่เข้าไปลงทุน  ถ้ากองทุนรวมตราสารหนี้นั้นๆลงทุนในตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงสูง  ผลตอบแทนก็มักจะสูง แต่ในขณะเดียวกันก็มีโอกาสที่จะไม่จ่ายผลตอบแทนสูงขึ้น   ในขณะที่ถ้ากองทุนรวมตราสารหนี้นั้นๆลงทุนในตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า ผลตอบแทนที่ได้ก็จะมีความสม่ำเสมอมากกว่าและเป็นการลงทุนที่ปลอดภัยกว่า แต่ผลตอบแทนก็จะน้อยลง

การลงทุนที่รับประกันผลตอบแทนจากการลงทุน (Guaranteed Investment Strategies)

ยกตัวอย่างเช่น ดอกเบี้ยเงินฝาก  พันธบัตรรัฐบาล  ผลตอบแทนที่บริษัทประกันภัยจ่ายคืนให้กับคุู่สัญญา  เช่น จ่ายคืน 5000 บาท ทุก 2 ปี เป็นต้น 

ข้อดีคือคุณสามารถคาดการณ์ผลตอบแทนได้แน่นอน  แต่ปัญหาของการลงทุนประเภทนี้คือมักจะสู้กับเงินเฟ้อได้ค่อนข้างยาก

Posted in การบริหารเงิน, การลงทุนอื่นๆ | Leave a comment

ก้าวเล็กๆในตลาดหุ้น-ก้าวที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต

ก้าวเล็ก ๆ ในตลาดหุ้น-ก้าวที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ห่านทองคำ

ในช่วงประมาณปี 2539 ถึงปี 2540 ซึ่งเป็นปีวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในประเทศไทยนั้น ผมเองเป็นหนึ่งในผู้บริหารสถาบันการเงินที่ตกอยู่ในท่ามกลาง “มรสุม” ที่พัดกระหน่ำสถาบันการเงินและกิจการธุรกิจเกือบจะทุกแห่งของประเทศไม่เว้น แม้แต่บริษัทที่ใหญ่และแข็งแรงที่สุด แต่ละวันเราต้องหาทาง “เอาตัวรอด” นั่นก็คือ หาเงินจากทุกแหล่งที่ทำได้เพื่อนำมาคืนผู้ฝากเงินที่กำลังขาดความมั่นใจและ ทยอยถอนเงินออกเมื่อตั๋วเงินครบกำหนดอายุการฝาก ทุกวันพนักงานที่ดูแลการฝากเงินจะรายงานว่าวันนั้นมีคนมาถอนออก “สุทธิ” เป็นจำนวนเท่าไร ตัวเลขสามสี่ร้อยล้านบาทดูเหมือนจะเป็นตัวเลขที่ “ปกติ” เราเรียกมันว่า Bleeding หรือเลือดไหลไม่หยุดและในไม่ช้าเราอาจจะต้อง “ตาย” เราพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะหยุดมัน วิธีหนึ่งก็คือ การรวมกิจการสถาบันการเงินหลายๆ  แห่งแล้วก็อาจจะหาทุนมาเพิ่ม แต่ในยามนั้นไม่มีใครต้องการถือหุ้นบริษัทที่ทำธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันการเงิน ดูเหมือนว่าธุรกิจกำลังล้มละลายทั้งประเทศ และแล้วเมื่อมีการประกาศลอยค่าเงินบาทในกลางปี 2540 บริษัทจำนวนมาก และเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันการเงินเกือบทั้งหมดก็ “ล้ม” กันจริงๆ

​ผมต้องถูกให้ออกจากงาน ด้วยวัย 44 ปี และวุฒิการศึกษาปริญญาเอกทางด้านการเงิน  โอกาสที่จะหางานใหม่ในธุรกิจการ เงินไม่มีเพราะสถาบันต่างๆ ถูกปิดหรือลดขนาดลง มีลูกเล็กที่ยังเรียนอยู่ในโรงเรียนอินเตอร์ที่มีค่าเล่าเรียนแพงลิ่วปีละ หลายแสนบาท และภรรยาทำงานพาร์ทไทม์ในฐานะครูเปียโนผมย่อมต้องกังวลว่าจะ “ทำอย่างไรกับชีวิต” หรือถ้าจะพูดกันให้ตรงที่สุดก็คือ จะจัดการเรื่องการเงินอย่างไรจึงจะสามารถอยู่รอดได้ในภาวะที่ธุรกิจต่างๆ กำลัง “ล่มสลาย” โชคยังดีที่ผมพอจะมีเงินเก็บอยู่บ้าง ตัวเลขน่าจะอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านบาทบวกลบ เงินจำนวนนี้ผมคิดดูแล้วไม่เพียงพอที่จะส่งลูกเรียนตลอดจนจบปริญญาตรีในสาย ที่เป็นการเรียนอินเตอร์ได้ถ้าผมไม่ทำอะไรซักอย่างนอกจากการฝากเงินกิน ดอกเบี้ย ​การบริหารการเงินส่วนบุคคล “มาตรฐาน” ที่บอกว่า ถ้าอายุมากและโอกาสทำงานหาเงินในอนาคตมีน้อยเราก็ไม่ควรลงทุนในอะไรที่ “เสี่ยง” เช่น หุ้น เพราะถ้าเรา “พลาด” เราจะไม่สามารถหาเงินมาใช้จ่ายได้อีก แต่ถ้าไม่ลงทุนในหุ้นเพราะ “เสี่ยงเกินไป” และการฝากเงินก็ไม่ใช่ทางออก การ “ทำธุรกิจ” เองก็ยิ่งเสี่ยง โดยเฉพาะในยามที่ความต้องการของประชาชนลดลงมากมาย แล้วผมจะต้องทำอย่างไรที่จะสามารถรักษามาตรฐานการดำรงชีวิตแบบเดิมได้?

​ทางออกที่ผมค้นพบก็คือ Value Investment! ลงทุนในหุ้นเหมือนกับการทำธุรกิจ ว่าที่จริงจุดเริ่มต้นจริงๆ ควรจะเป็นว่าผม “ทำธุรกิจ” โดยการซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ด้วยเงิน 10 ล้านบาท ผมสามารถเริ่มทำธุรกิจได้ ไม่ใช่ธุรกิจเดียว แต่หลายๆ ธุรกิจ ธุรกิจที่ผมเลือกนั้นจะต้อง “ปลอดภัย” ในภาวะที่เศรษฐกิจตกต่ำอย่างแรง เช่น อาหารราคาถูก หรือกิจการส่งออกที่ประเทศไทยกำลังได้เปรียบในเรื่องของค่าเงินบาทที่ลดลง มาก ผมวิเคราะห์แล้วพบว่ามีบริษัทจดทะเบียนที่ยังมีผลประกอบการที่ดี มีฐานะการเงินยอดเยี่ยมแทบจะ “ปลอดหนี้” ละบริษัทนั้นปลอดภัยดีทีเดียวในแง่ของการดำเนินการ ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ ราคาหุ้นของบริษัทเหล่านั้น “ถูกเหลือเชื่อ” ค่า PE มักไม่เกิน 10 เท่า หลายบริษัทเพียง 6-7 เท่า เฉพาะปันผลที่ผมจะได้เมื่อเทียบกับราคาหุ้นก็ประมาณปีละ 10% ซึ่งแปลว่า ด้วยเงิน 10 ล้านบาท ผมจะได้รับปันผลถึงปีละ 1 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอที่ผมจะใช้จ่ายได้โดยไม่กินเงินต้นเลย อาจจะมีประเด็นว่า หุ้นเหล่านั้นแทบไม่มีสภาพคล่องในการซื้อขาย คือซื้อได้ แต่อย่าหวังที่จะขายได้ราคา ถ้าจะว่าไป ตลาดหุ้นโดยรวมก็มีการซื้อขายน้อยมาก วันละประมาณ 2-3 พันล้านบาทเท่านั้น แต่ผมก็ไม่แคร์เลย เพราะผมลงทุนโดยมีสมมุติฐานว่าผม “ทำธุรกิจ” ผมพร้อมที่จะถือมันไปตลอดชีวิต

​แน่นอน ผมไม่ได้เพิ่งเริ่มเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นในช่วงปี 2540 หลังวิกฤติเศรษฐกิจ  ผม “เล่นหุ้น” มานานก่อนหน้านั้นเป็นสิบปี การเล่นหุ้นของผมนั้นเป็นเรื่องของการ “เสี่ยงโชค” โดยอาศัยฝีมือในการวิเคราะห์ผลประกอบการระยะสั้นๆ ของกิจการประกอบกับภาวะตลาดหุ้น ผมเล่นหุ้นเพราะต้องการได้กำไรเร็วๆ เงินที่ได้กำไรนั้นผมก็จะเก็บเข้ามาในบัญชีเงินฝากรวมเข้ากับเงินเดือนและ รายได้อื่นๆ ที่ผมได้รับ สำหรับผม มันคล้ายๆ กับเงินโบนัสที่จะทำให้ผมมีเงินเก็บเพิ่มเร็วขึ้นและมากขึ้น แต่มันไม่เคยเป็น “ชีวิต” ของผม ผมไม่ต้องการ “เสี่ยง” เงินจำนวนมากในตลาดหุ้น ผมไม่เคยคิดที่จะ “รวย” จากหุ้นหรือตลาดหุ้น ผมคิดว่าถ้าจะรวยก็ต้องมาจากการทำงาน ว่าที่จริงผมไม่เคยคิดที่จะรวยอย่างจริงๆ จังๆ ด้วยซ้ำเพราะผมรู้สึกว่าเวลาของการที่จะร่ำรวยของผมมันผ่านไปแล้วหลังจากที่ ผมไปเรียนปริญญาเอกที่อเมริกา การจบปริญญาเอกนั้นผมคิดว่ามันเป็นปัจจัยที่ลดโอกาสของการที่จะเป็นคนรวยไป มากเนื่องจากข้อแรก มันเสียเวลากับการเรียนมาก และข้อสอง มันทำให้เราไม่กล้าเสี่ยง

​ผมเป็น Value Investor โดยความจำเป็น การเปลี่ยนแปลงจากคนเล่นหุ้นเป็น VI ในช่วงปี 2539-40 นั้นเพื่อความอยู่รอด ไม่ได้หวังรวยเร็วและก็ไม่คิดว่าจะรวย แม้ว่าต่อมาเมื่อเริ่มเห็นผลว่าสามารถทำผลตอบแทนได้ดีโดยมีความเสี่ยงต่ำผม จะเริ่มตั้ง “ความฝัน” ว่าจะรวย แต่ทั้งหมดนั้นก็อิงอยู่กับผลตอบแทนประมาณ 10% ต่อปีเท่านั้น ความรวยที่ผมหวังนั้น มาจากระยะเวลาของการลงทุนที่ยาวมาก คือผมคิดที่จะลงทุนไปจนตายที่ประมาณ 80 ปี ซึ่งโดยวิธีแบบนี้ ทุกคนสามารถรวยได้ถ้ามีความตั้งใจพอและรักษาหลักการลงทุนแบบปลอดภัยสไตล์ VI อย่างมั่นคง

​“ก้าวเล็ก ๆ” ที่ผมเริ่มเดินเข้าไปในตลาดหุ้นโดยเปลี่ยนวิธีการลงทุนเป็นแบบ VI ในปี 2540 นั้น ได้ส่งผลที่ยิ่งใหญ่กับชีวิตของผม ผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนนั้นสูงอย่างไม่น่าเชื่อ ผมคิดว่าโชคคงมีส่วนอยู่ไม่น้อย ผมบรรลุเป้าหมายความมั่งคั่งในชีวิตที่เคยตั้งไว้ก่อนเวลา 20 ปี ที่จริงมากกว่าที่ตั้งไว้หลายเท่า นอกจากเงินแล้ว แนวความคิดเรื่อง Value Investment ที่ผมเผยแพร่มาตลอดกว่า 15 ปีได้กลายเป็นแนวความคิดหลักอย่างหนึ่งในตลาดหุ้นไทย คนที่ใช้แนวทางนี้ในการลงทุนต่างก็ทำกำไรได้มากมาย หลายๆ คนนั้นรวยเป็นเศรษฐีตั้งแต่อายุไม่ถึง 40 ปีจากการลงทุนแบบ VI และนั่นทำให้คนจำนวนมากต่างก็มุ่งหน้าสู่ตลาดหุ้น

​ประเด็นก็คือ คนที่เพิ่งเริ่มเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นในช่วงนี้ต่างก็มักจะก้าวเข้ามาด้วย “ก้าวที่ยิ่งใหญ่” เพียงไม่กี่เดือนหรืออาจจะเพียงปีหรือสองปีเขาก็คิดไปถึงวันที่ตนเองจะรวย เป็นเศรษฐีที่คนทำงานหรือผู้ประกอบการอาจจะต้องใช้เวลาเป็นหลายสิบปี พวกเขาคงคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเร็วๆ นี้และผลตอบแทนที่เขาทำได้ในช่วงสั้นๆ ที่ผ่านมาจะดำเนินต่อไปอีกนานเท่านานซึ่งทำให้เขารวยได้แม้ว่าจะเริ่มด้วย เงินลงทุนที่ไม่มาก แต่นี่จะเป็นจริงหรือ? ส่วนตัวผมเองคิดว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา อาจจะซักประมาณ 10 ปีที่ผ่านมานี้เป็นช่วงเวลา “พิเศษ” สำหรับนักลงทุนโดยเฉพาะที่เป็น VI ไทยที่สามารถสร้างผลตอบแทนในระดับที่นักลงทุนทั้งโลก “อิจฉา” แต่สิ่งนี้คงไม่เกิดขึ้นเรื่อยๆ และต่อเนื่องยาวนาน ผมเชื่อว่าช่วงเวลาพิเศษนี้น่าจะใกล้จบลงและตลาดหุ้นไทยและ VI จะกลับมาสู่ภาวะปกติ ดังนั้น ผมคิดว่าคนที่กำลังเข้ามาในตลาดหุ้นควรที่จะรักษา “ก้าว” ที่จะเข้ามาในตลาดให้เป็น “ก้าวเล็ก ๆ” คืออย่าหวังผลเลิศเกินไป และถ้าทำได้แบบนี้ มันก็จะกลายเป็น “ก้าวที่ยิ่งใหญ่” ในชีวิตในอนาคต

Posted in การลงทุนแบบ VI (Value Investor) | Leave a comment

จริงแฮะ

Posted in ขำขัน | Leave a comment

หุ้น กับการพนัน

 

หุ้นกับพนันไม่เหมือนกับการพนัน แม้ว่าใครหลายๆคนจะคิดว่าหุ้นคือบ่อนการพนัน

การพนันคือการที่เราเข้าไปเสี่ยงโชค   การเสี่ยงโชคก็คือเราไม่รู้ว่าจะออกหัวหรือออกก้อย  ไม่รู้ว่าจะได้หรือจะเสีย  การพนันมีนายบ่อย  มีเจ้าของบ่อน มีคนที่คอยเก็บค่าต๋ง  เก็บค่าใช้จ่าย

การพนันนั้นยิ่งเราเข้าไปเล่นมาก  ยิ่งเราเข้าไปเกี่ยวข้อง ยิ่งเราเข้าไปเล่นด้วยเงินจำนวนมาก  หลายรอบมาก ก็จะยิ่งขาดทุน

ในบ่อนการพนันหลายๆแห่งนั้นจะไม่มีนาฬิกา  พนักงานก็จะไม่ใส่นาฬิกา เพราะพวกเขากลัวว่าพวกคุณจะกลับบ้าน  กลัวว่าพวกคุณจะเลิกเล่นไปเสียก่อน  พวกเขาไม่กลัวคุณจะชนะในระยะสั้น  เพราะในระยะยาวแล้วบ่อน จะชนะผู้เล่นเสมอ

แต่หุ้นเป็นการลงทุน  เงินที่ได้จากตลาดหุ้น  บริษัทจะเอาไปขยายงาน ขยายกิจการ ส่งเสริมให้มีการสร้างงาน สร้างเศรษฐกิจ  ผลตอบแทนที่ได้จากหุ้น ก็จะเป็นผลตอบแทนที่ถูกกฎหมาย  ถูกต้องไม่ต้องหวั่นเกรงอะไร  ได้ประโยชน์จากสังคม  เงินของเราไปอยู่ในสิ่งที่สร้างประโยชน์กับสังคม

หุ้นเป็นการลงทุน ไม่ใช่การพนัน

Posted in การลงทุนอื่นๆ, การลงทุนแบบ VI (Value Investor) | Leave a comment

วันนี้ใครมีหุ้นรวยกันถ้วนหน้า

 

 

 

 

 

 

 

วันนี้ SET new high แตะที่ 1324.04  ไม่รู้ขึ้นมาได้ยังไง -_-’  ส่วนพอร์ตผมก็ …

Posted in Uncategorized | Leave a comment

คนรวยไม่ทำงานเพื่อเงิน (Don’t work for money)

 

คุณเข้าใจความหมายของมันจริงๆหรือเปล่า ? ในหนังสือของโรเบิร์ต คิโยซากิ

ความหมายของคำว่า คนรวยไม่ทำงานเพื่อเงิน    บางคนก็บอกว่า คนรวยทำงานเพื่อเรียนรู้   คนรวยไม่ทำงานเองแต่ใช้เงินทำงาน  อะไรทำนองนี้  แต่ไม่ใช่เลย

ความหมายของคำว่า คนรวยไม่ทำงานเพื่อเงิน  มีความหมายว่า  คนรวยไม่ตกเป็นทาสของเงิน  นั่นคือ  ต้องมีการควบคุมค่าใช้จ่าย  และไม่เป็นหนี้ในระยะยาว

เพราะหนี้ ทำให้เราต้องหาเงินเพื่อนำเงินมาจ่าย  ทำให้เราต้องทำงานเพื่อเงิน

ดังนั้นเราต้องไม่เป็นหนี้ !!!   เพราะ “หนี้ที่เลว” ทำให้เราทำงานเพื่อเงินไปตลอด

ไม่ทำงานเพื่อเงิน ก็คือ ไม่ตกเป็นทาสของค่าใช้จ่ายหรือหนี้ที่เลว

คนที่จะเริ่มต้นรวย  ต้องเริ่มสร้างฐานะจากการชีวิตให้สมดุล และไม่มีปัญหาทางการเงินเสียก่อน

คนรวยที่ไม่ต้องการ”ทำงานเพื่อเงิน” จะต้องจัดการสิ่งที่ออกจากกระเป๋า  ถ้าคุณใช้จ่ายเงินจนหมดกระเป๋าไปทุกๆเดือน    ในเดือนถัดไป คุณก็จะคิดที่จะหาเงินเพิ่มให้ได้มากๆขึ้นไป

และนั่นคือการทำงานเพื่อหาเงินให้ได้มากขึ้น  เวลาทำงานเราก็จะยึดเรื่องเงินเป็นหลัก   ทำงานที่นี่ได้เงินเดือนเท่าไหร่   ทำงานที่นั่นจะได้เงินมากกว่าหรือไม่   แล้วที่ใช้เวลาคุ้มหรือไม่กับเงินเดือนที่ได้รับ

การควบคุมเงินในกระเป๋า เป็นศาสตร์ที่ใช้การควบคุมอารมณ์  คุณจะต้องรู้จักใช้จ่ายอย่างเหมาะสม ไม่ใช้จ่ายเกินตัว  ไม่ยอมเป็นหนี้ที่เลว

การควบคุมค่าใช้จ่าย  นำไปสู่ความคิดที่สร้างสรรค์

เมื่อเราไม่เป็นหนี้   สมองเราย่อมที่จะปลอดโปร่ง   เราสามารถทำงานที่สร้างสรรค์มีคุณค่าทั้งต่อตนเองและผู้อื่นได้  นั่นคือ การลงทุน และธุรกิจ

ธุรกิจ เป็นการแก้ปัญหาของคนหมู่มาก  เป็นการช่วยเหลือผู้อื่นให้ได้มากที่สุดเท่าที่เขาผู้นั้นจะสามารถทำได้ 

ธุรกิจเป็นการแก้ปัญหาให้กับคนหมู่มาก

    ถ้าไม่มีธุรกิจ ก็คงจะไม่มีคอมพิวเตอร์   คอมพิวเตอร์ช่วยแก้ปัญหาได้นานับประการ  และช่วยให้ทำงานต่างๆได้ง่ายขึ้น   ถ้าเราไม่มีแทบเบล็ต การเรียนคงจะไม่สะดวกสบายดังเช่นทุกวันนี้   ผมใช้แทบเบล็ตอ่านหนังสือเป็นประจำ   ถ้าเราไม่มีรถยนต์  เราก็คงเดินทางไม่ได้สะดวกดังเช่นทุกวันนี้   ถ้าเราไม่มีสายการบินต่างๆ การเดินทางข้ามโลกคงเป็นไปด้วยความยากลำบาก   ถ้าเราไม่มีเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ เราก็คงติดต่อสื่อสารกันไม่สะดวกหรืออาจต้องใช้โทรเลข  ในความเป็นจริงถ้าไม่มีธุรกิจแม้แต่โทรเลขหรือไปรษณีย์ก็คงไม่มี  ถ้าเราไม่มีธุรกิจร้านสะดวกซื้อ  เราก็คงไม่สะดวกในการที่จะซื้อสินค้าที่จำเป็นต่อการอุปโภคบริโภคของเรา

ธุรกิจทำให้ชีวิตของคนจำนวนมากสะดวกสบายมากขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น ผมอาจสร้างเวบไซด์  เมื่อมีคนอ่านก็จะได้รับความรู้  ยิ่งมีคนอ่านมาก ก็จะทำให้ผมสามารถช่วยเหลือด้านข้อมูลให้กับคนอื่นได้มากขึ้น   เวบไซด์แห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งในธุรกิจของผม     เมื่อมีคนมาซื้อโฆษณาบนเวบไซด์  ผมมีรายได้   ผู้ประกอบการก็มีรายได้เพิ่มมากขึ้นจากการขายสินค้าและบริการ

ธุรกิจเวบไซด์เล็กๆของผมสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ 1 แสนครั้งในแต่ละเดือน ให้ข้อมูลที่พวกเขาต้องการ  ใช้เวลาว่างที่ไม่ต้องทำงานเพื่อเงินในการสร้างสรรค์สิ่งนี้  และสร้างมูลค่าและคุณค่าให้กับมัน

การทำงานเพื่อเงิน ดึงดูดพลังงานที่คุณมี  ทำให้คุณต้องทำงานนอกเวลาเพื่อให้ได้เงินที่มากขึ้น  และจำกัดความคิดสร้างสรรค์ของคุณ 

ถ้าคุณไม่ต้องการทำงานเพื่อเงิน  คุณต้องจัดการกับค่าใช้จ่ายที่คุณมี  ลดหนี้ที่เลวที่ทำให้คุณทำงานหนักและดึงดูดพลังกับความคิดสร้างสรรค์ของคุณไป

 

Posted in การบริหารเงิน, การลงทุนอื่นๆ | Leave a comment

การลาออกครั้งสุดท้าย The Last Resignment

หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า “การลาออกครั้งสุดท้าย The Last Resignment” เห็นหนังสือเล่มนี้แว๊บแรก มันทำให้ผมรู้สึกว่าผมได้เห็นใครมาทำเงินหล่นไว้เนี่ย มันช่างน่าสนซะเหลือเกินสำหรับชีวิตพนักงานเงินเดือนอย่างผม ที่อยากจะหลุดออกจากวงจรนี้ ด้านบนหัวหนังสือก็จะเขียนไว้ว่า “อ่านหนังสือเล่มนี่ แล้วชีวิตของคุณจะไม่เหมือมเดิมอีกต่อไป” จากนั้นผมก็พลิกดูปกหลังก็จะเขียนไว้ว่า “เรื่องราวชีวิตจริงของชายหนุ่มผู้ว่างงานโดยสมัครใจ เขาไม่ได้มีเพียงแผนการที่จะไม่อดตาย แต่ยังตั้งใจอยู่อย่างมั่งคั่งในทรัพย์สิน สุขภาพและเวลาอันเหลือเฟือ เพื่อชีวิตที่จะไม่ต้อง ลาออก จากที่ไหนอีกต่อไป”
 
ผู้เขียนคือ ภาณุมาศ ทองธนากุล เป็นเวลาเกือบ 2 ปีที่คุณภาณุมาศ ทองธนากุล ทุ่มเทเวลาให้กับการเขียนหนังสือเล่มนี้ และเป็นที่แน่นอนว่าสิ่งต่าง ๆ ที่ถ่ายทอดออกมาจากผู้เขียนมาจากประสบการณ์ชีวิตจริง ๆ อ่านไปแล้วมันรู้สึกจี๊ด ๆ โดนใจคนทำงานซะจริง ๆ
 
อ่านหนังสือ “การลาออกครั้งสุดท้าย” แล้วชีวิตของคุณจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป (จากส่วนนึงของปกหน้าของหนังสือ ) …..  

 

 

 

Posted in หนังสือลงทุนน่าอ่าน | Leave a comment

ระบบเงินตรา เฟียต (Fiat Currency) กับทองคำ

ระบบเงินตราที่ใช้กันอยู่ทั่วโลก ตั้งแต่ อเมริกา  ยุโรป ตลอดจนไปถึงเอเชีย ก็คือระบบเฟียต (Fiat Currency System)  นั่นคือรัฐบาลเป็นผู้กำหนดค่าของเงินในการแลกเปลี่ยน  แต่ไม่ได้มีสินทรัพย์หนุนหลัง   ดังนั้นความเชื่อมั่นในรัฐบาลจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการกำหนดมูลค่าของเงินตรานั้นออกมา  

ทำไมเงินตราที่เป็นกระดาษไร้ค่าถึงถูกกำหนดให้มีค่าขึ้นมาได้ ? 

ระบบนี้อาจมีความเสี่ยงอยู่ตรงที่ เมื่อคนในประเทศนั้นตื่นขึ้นมาแล้วพบว่า เงินที่ได้จากการทำงานอย่างหนักมาตลอดชีวิต เก็บไว้ในบัญชี ไม่เหลือมูลค่าที่จะนำไปซื้ออะไรได้อีกต่อไป

แล้วทำไมความตื่นตระหนกข้างต้นจึงยังไม่เกิดขึ้น  ก็ยังไม่มีคำอธิบาย   ในกรณีถ้าเงินตรานั้นไม่ได้ผูกติดอยู่กับทองคำ ก็มีโอกาสที่จะไม่มีค่าเลยก็ได้  อย่างเช่นที่สหรัฐอเมริกประสบอยู่ในขณะนี้

ยกตัวอย่างเช่น เงินดอลล่าร์สหรัฐก็เป็นระบบเฟียต  สหรัฐอเมริกาโดยประธานาธิบดีริชาร์ต นิกสัน ได้ยกเลิกการผูกค่าเงินดอลล่าร์ไว้กับทองคำ

ธนาคารสามารถเพิ่มปริมาณเงินตรา (การพิมพ์เงินใช้) ได้อย่างไม่มีขีดจำกัด  และสร้างตัวเลขในงบการเงิน โดยเฉพาะการปล่อยกู้  เงินกู้จากอากาศ

ถ้าคุณเป็นนักลงทุนก็พอจะทราบว่า เงินกู้จากอากาศนั้นทำให้มีความเสี่ยง  เสี่ยงต่อการทำให้มูลค่าของเงินนั้นๆอ่อนลง  และมีความยืดหยุ่นน้อยลง

ธนาคารเสกเงินจากอากาศ ปล่อยกู้เรา  คิดดอกเบี้ยเรา แล้วทำให้เราตกอยู่ภายใต้เงินเฟ้อ  ในขณะที่เงินล้นโลก

ระบบเฟียตนั้นมีข้อดีอยู่ประการหนึ่งคือ รัฐบาลสามารถมีความยืดหยุ่นในการกำหนดค่าเงินเป็นไปตามสภาวะเศรษฐกิจในระยะสั้นได้   

แต่ก็มีข้อเสีย เมื่อเศรษฐกิจล้มครืน  รัฐบาลล้มละลาย ค่าเงินนั้นก็จะหมดความน่าเชื่อถืออีกต่อไป  และค่าเงินก็จะน้อยลงไปเรื่อยๆ

บางคนก็จะเก็บรักษาเงินของตนเอง โดยการเก็บในรูปของทองคำ  ซึ่งสามารถรักษามูลค่าได้เมื่อเทียบกับค่าของเงินตรา

ในทางกลับกันถ้าเศรษฐกิจดีและเติบโต ความเชื่อมั่นมีมาก  นักลงทุนส่วนใหญ่ก็มักจะนำเงินไปลงทุนกับเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตมากกว่า  ทำให้ทองคำมีมูลค่าเพิ่มขึ้นไม่มากนัก

ระบบเงินตราที่แม้ไม่ได้มีสินทรัพย์หนุนหลังอยู่ก็ไม่ได้แย่ไปกว่าทองคำเมื่อเศรษฐกิจดี   จุดที่มีการเข้าใจผิดกันก็คือ เงินตรามีแนวโน้มที่จะเกิดการลดมูลค่าลงในแต่ละปีเมื่อเวลาผ่านไปที่เรียกว่า “เงินเฟ้อ”  นั่นทำให้คนส่วนใหญ่คิดว่าทองคำมูลค่าจะเพิ่มขึ้นไปได้เรื่อยๆ และเป็นเกราะป้องกันจากภาวะเงินเฟ้อได้

ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ต่างก็มีเงินเฟ้อด้วยกันทั้งนั้น  แต่ว่าทองคำกลับเป็นเกราะป้องกันเงินเฟ้อที่ไม่ดี ในภาวะเศรษฐกิจบูม  มูลค่าของทองคำกลับเพิ่มได้น้อยมาก เมื่อเทียบกับการลงทุนอย่างอื่น

แล้วทำไมไม่กลับไปใช้ทองคำเป็นมาตรฐานในการแลกเปลี่ยนแทนเงิน

ประการแรกก็คือปริมาณทองคำในปัจจุบันไม่ได้มีปริมาณที่ล้นที่จะพอแจกจ่ายให้กับคนทั้งโลกได้ในขณะนี้ และไม่สะดวกในการนำไปใช้   เงินกระดาษที่สามารถพกได้ง่ายกว่าการพกเหรียญทองคำ

มีเหมืองทองคำที่ถูกขุดขึ้นมาใหม่เพียงไม่กี่แห่งในโลกนี้  เหมืองทองคำมีมากในประเทศจีน  สหรัฐอเมริกา แอฟริกาใต้  ออสเตรเลีย  รัสเซีย  แล้วใครจะเป็นคนกำหนดมูลค่าของเหรียญทองคำได้อีกนอกจากประเทศเหล่านี้ ?

เหมืองทองคำส่วนใหญ่ที่ถูกขุดขึ้นมาใหม่เป็นของเอกชน  ABX (Barrick Gold Corporation)ผลิตทองคำ 2.06 ล้านออนซ์ในช่วง สิงหาคมถึงตุลาคม ในปี 2010  คิดเป็นทองคำ 10%ที่ผลิตจากทั้งโลกที่ขุดขึ้นมาโดยบริษัทเดียว

Posted in เล่าเรื่องการเงิน | Leave a comment

ทัศนะคติต่อการบริหารเงิน

ทัศนคติที่มีต่อการบริหารเงินนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง  และเป็นปัจจัยพื้นฐานที่เป็นตัวตัดสินว่า คนคนนั้นจะประสบความสำเร็จทางการบริหารการเงินในบั้นปลายชีวิตได้หรือไม่

ในบางครั้งคนที่มีการบริหารเงินอย่างสม่ำเสมอ  อาจจะถูกมองจากคนรอบๆข้างว่าเป็นคนตระหนี่เป็นคนเห็นแก่เงิน บูชาเงิน

แต่ทัศนคติที่ถูกต้องต่อเงินไม่ใช่การมองเงินว่าคือพระเจ้า  แต่หากมองเงินว่าเหมือนกับว่าเงินคือตัวแทนของความพยายาม  เป็นตัวแทนของแรงงานที่เราแลกมา  เราจึงควรให้ความเคารพกับเงินเสมือนหนึ่งว่าเราให้ความเคารพตัวเรานั่นเอง

Posted in การบริหารเงิน | Leave a comment

เงินคือสิ่งสมมุติให้มีค่า แต่ตัวมันเองไม่มีค่า

ถ้าเงินถูกโปรยลงมาจากท้องฟ้าได้แบบนี้ เงินคงไม่มีค่าอะไร

เงินคือสิ่งสมมุติให้มีค่า  แต่ตัวมันเองไม่มีค่า

ในสมัยโบราณ  เราใช้สิ่งของในการแลกเปลี่ยนกัน  ต่อมาการแลกเปลี่ยนก็อาจจะเกิดปัญหาที่ คนหนึ่งอาจไม่ยอมรับของของอีกฝ่าย

เช่นถ้าคนหนึ่งเอานมวัว ไปแลกกับหนังสัตว์   แต่อีกคนไม่ต้องการนมวัวที่บูดง่าย  การแลกเปลี่ยนจึงเกิดความยากลำบาก

ต่อมาจึงมีการใช้โลหะที่มีค่า  นั่นคือ ทองคำ มาใช้ในการแลกเปลี่ยน  ด้วยเหตุที่ว่า  ทองคำมีความมันวาว  สามารถหลอมและขึ้นรูปใหม่ได้  ไม่สามาถสร้างขึ้นทดแทนได้  ไม่เกิดสนิมที่ทำให้ด้อยค่าลง

ต่อมาโลหะทอง จึงนำมาใช้ในการแลกเปลี่ยน   ซึ่งเป็นผลดีคือทำให้เกิดงานและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน   เช่น ถ้าคนหนึ่งปลูกข้าวได้ดี    อีกคนหนึ่งเลี้ยงวัวได้ดี  แล้วนำมาแลกเปลี่ยนกัน  ผลผลิตรวมของทั้งสองคนก็อาจจะมากกว่า คนหนึ่งคนปลูกทั้งข้าว เลี้ยงทั้งวัว ซึ่งอาจจะไม่มีใครทำได้ดีทั้งสองอย่าง

แต่ทองคำก็มีความเสี่ยงในการสูญหาย  ช่างทองจึงคิดที่จะรับฝากทอง โดยแลกกับค่าธรรมเนียม

โดยนำทองมาเก็บไว้  แลกกับ “ใบรับฝากทอง” 

เป็นที่เข้าใจกันว่า ใบรับฝากทองคำ  มีค่าเท่ากับทองคำ  เพราะสามารถนำไปแลกเปลี่ยนกับทองคำได้  นั่นคือ เงินกระดาษ ยุคแรกที่มีทองคำหนุนหลัง

ต่อมาช่างทองก็พบว่า มีแต่คนนำทองมาฝาก แต่ไม่ค่อยมีใครนำทองมาถอน  ถึงจะมีโอกาสที่ทุกคนถอนทองคำพร้อมกันแต่ก็น้อยมาก

ดังนั้น ช่างทองก็ทำใบรับฝากทองขึ้นมาใช้เอง  การสร้างทองคำจากกระดาษ  เป็นนวัตกรรมใหม่แห่งความชั่วร้าย

เป็นการสร้างทองคำ จาก อากาศ  เปลี่ยนกระดาษที่ไร้ค่าให้กลายเป็น ทองคำ

ต่อมาชาวบ้านสังเกตเห็น ช่างทองร่ำรวยมากขึ้น  พวกเขาก็เริ่มสงสัย  และพากันไปแห่ถอนทอง   ก็พบว่า ปริมาณทองมีน้อยกว่าใบรับฝากทอง

ช่างทองจึงถูกแขวนคอ

ยุคของเราเป็นยุคของ “ธนาคาร” ยุคที่มีการพิมพ์เงินโดยไม่มีทองคำหนุนหลัง  สร้างเงินจากอากาศ  แบบเดียวกันกับที่ช่างทองทำ

ถ้าเราติดตามข่าวเศรษฐกิจ  ทั้งอเมริกา  ยุโรป  ญี่ปุ่น  และจีน  และเงินกู้ของปัจเจกชน มีการพิมพ์เงินเข้าสู่ระบบ ทำให้ปริมาณเงินตราถูกสร้างมากขึ้น

               ถ้าเป็นคนทั่วไปที่พิมพ์เงินขึ้นใช้เอง   ก็คงจะผิดกฎหมาย  เพราะเป็นการนำสิ่งที่ไม่มีค่าไปแลกกับของที่มีค่า เรียกว่า การขโมย

ในปัจจุบันโลกทั้งโลกทำสิ่งเดียวกันกับที่ช่างทองทำ  การพิมพ์เงินโดยที่ไม่มีทองคำหนุนหลัง  การสร้างเงินจากอากาศ  ค่าของเงินจะค่อยๆถูกเจือจางลง   คนทุกคนที่เก็บเงินไว้ในรูปของเงิน  จะถูกขโมยความมั่งคั่งทีละน้อย ทีละน้อย  เรียกว่า “เงินเฟ้อ”

การพิมพ์เงินจากอากาศ ก็คงไม่ต่างกับการขโมยเงินของทุกคนในโลกนี้

ธนาคารก็ทำในสิ่งเดียวกันกับสิ่งที่ช่างทองในสมัยก่อนทำ  แต่ตอนนี้เรายอมรับ “นวัตกรรมแห่งความชั่วร้าย” นี้เป็นสิ่งที่ “ถูกกฎหมาย”

เงินจะล้นโลก แต่ค่าของมันจะลดลง

ถ้าในสมัยก่อนเราสอนกันว่าการประหยัดและเก็บออม     “มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท”  เราก็กลายเป็นเศรษฐีได้ เพราะเราไม่ได้อยู่ในยุคของการพิมพ์เงินจากอากาศ  เงินมีค่าโดยตัวของมันเอง

แต่ในปัจจุบัน เราอยู่ในยุคที่มีการพิมพ์เงินจากอากาศ  ระบบที่เงินล้นโลกแต่ค่อยๆด้อยค่าลง   การเก็บเงินในรูปของเงินตรา กลับไม่สามารถเก็บรักษามูลค่าของมันไว้ได้

เราทุกคนถูกระบบเอาเปรียบ   ทำงานมากขึ้น แต่ได้ผลค่าตอบแทนน้อยลง 

คนที่เรียนรู้เรื่องการเงิน จะสามารถเก็บรักษาเงินของเขาไว้ได้  นั่นคือ “การสะสมในรูปแบบของทรัพย์สิน”   

ทรัพย์สิน ไม่สามารถสร้างจากอากาศได้   แต่เงินกระดาษสามารถถูกสร้างขึ้นจากอากาศ  ดังนั้น ทรัพย์สินรักษาค่าของมันไว้ได้ แต่เงินกระดาษจะมีค่าน้อยลง  เมื่อเวลาผ่านไปต้องใช้เงินมากขึ้นในการแลกกับทรัพย์สิน

เพราะเงินคือสิ่งสมมุติ   คนที่มีความรู้ทางการเงิน จะสะสมความมั่งคั่งในรูปแบบของทรัพย์สิน   ไม่ได้เก็บความมั่งคั่งในรูปของเงินตรา

นั่นคือคนที่มีความรู้เรื่องเงินเป็นอย่างดีจะสามารถรักษาสมบัติไว้ให้ลูกหลานได้  พวกเขาจะสะสมความมั่งคั่งในรูปของทองคำ  ที่ดิน  ธุรกิจ เพราะเขาทราบดีว่า ไม่สามารถถูกสร้างจากอากาศขึ้นมาใหม่ได้   ความรู้นี้จะถูกสอนกันรุ่นสู่รุ่น  เก็บรักษาสมบัติของตระกูลไว้ได้อย่างยาวนาน

ในขณะที่คนที่ไม่มีความรู้เรื่องเงิน  ก็จะสะสมในรูปของเงินตราที่ถูกสร้างจากอากาศ  ดังนั้นพวกเขาจึงเก็บสะสมกระดาษที่ไม่มีค่า  และไม่สามารถร่ำรวยได้ 

เงินคือสิ่งสมมุติให้มีค่า  แต่ตัวมันเองไม่มีค่า

Posted in การบริหารเงิน | Leave a comment